posttoday
เลื่อนวาระพระวิหาร...แล้วไงต่อ?

เลื่อนวาระพระวิหาร...แล้วไงต่อ?

01 สิงหาคม 2553

นับจากนี้ไป 1 ปี จวบกระทั่งการประชุมครั้งหน้า จึงเป็นเวลาที่ประเทศไทยจะต้องทำงานแข่งกับเวลา เตรียมความพร้อมและชิงความได้เปรียบในการรักษาสิทธิอธิปไตย....

นับจากนี้ไป 1 ปี จวบกระทั่งการประชุมครั้งหน้า จึงเป็นเวลาที่ประเทศไทยจะต้องทำงานแข่งกับเวลา เตรียมความพร้อมและชิงความได้เปรียบในการรักษาสิทธิอธิปไตย....

โดย...ทีมข่าวในประเทศ

คนไทยทั้งประเทศคงพอโล่งใจได้บ้าง เมื่อนายชูลา เฟร์ไรรา รมว.วัฒนธรรมบราซิล ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 34 ที่กรุงบราซิเลีย ประเทศบราซิล ประกาศเลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ซึ่งกัมพูชาเสนอออกไปเป็นการประชุมครั้งหน้า ในปี 2554 ที่ประเทศบาห์เรน น่าจะเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้เตรียมความพร้อมเพื่อคัดค้านการดำเนินการใดๆ ของกัมพูชา ซึ่งจะกระทบกับพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบตัวปราสาท ที่ทั้งไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิอธิปไตย

เลื่อนวาระพระวิหาร...แล้วไงต่อ? บรรยากาศในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก

นับจากนี้ไป 1 ปี จวบกระทั่งการประชุมครั้งหน้า จึงเป็นเวลาที่ประเทศไทยจะต้องทำงานแข่งกับเวลา เตรียมความพร้อมและชิงความได้เปรียบในการรักษาสิทธิอธิปไตยของชาติเหนือพื้นที่เขาพระวิหาร ภายใต้สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศจุดยืนไว้ว่า การแก้ปัญหาจะหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหาร แต่จะใช้วิธีเจรจาปักปันเขตแดนจนได้ข้อยุติ ตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ลงวันที่ 12 มิ.ย. 2543 หรือเอ็มโอยู ปี 2543

แต่แนวทางดังกล่าวจะทำได้เพียงใดภายใต้ปัญหาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งต่างฝ่ายต่างเรียกทูตของตนเองกลับตั้งแต่ปลายปี 2552 เป็นต้นมา และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการฟื้นความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น นอกจากนี้กรรมการมรดกโลกหลายประเทศ จากทั้งหมด 21 ประเทศ ก็แสดงท่าทีเห็นใจ และสนับสนุนฝ่ายกัมพูชา ยังไม่รวมถึงบทบาทที่ผ่านมาของรัฐบาลกัมพูชา ในการดึงองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และอาเซียน เข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยปัญหา ขณะที่ไทยเองต้องการให้การแก้ปัญหาจำกัดอยู่ในระดับทวิภาคี

ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ เครือข่ายภาคีต่อต้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งอิงอยู่กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งแปรสภาพเป็นพรรคการเมืองใหม่ ประกาศข้อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกเอ็มโอยู 2543 เนื่องจากมีข้อความแสดงถึงการยอมรับแผนที่ฝ่ายกัมพูชา อีกทั้งเรียกร้องให้ใช้มาตรการทางทหารผลักดันชุมชนและทหารกัมพูชาออกไปจากพื้นที่พิพาท นอกจากนี้ข้อตกลงคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือเจบีซี ก็ยังค้างคาไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งไม่อาจทำให้การเจรจาปักปันเขตแดนขยับคืบหน้าไปมากนัก

เงื่อนไขเหล่านี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญในเวลา 1 ปีนับจากนี้ไป

ไทยได้เปรียบ

“ในระยะเวลา 1 ปีต่อจากนี้ จนกว่าจะถึงการประชุมครั้งหน้า คงต้องมีปัญหาอีกมากมาย ทั้งเรื่องเขตแดนและความไม่เข้าใจในกระบวนการการปักปันเขตแดน และการขึ้นทะเบียนมรดกโลก รัฐบาลควรต้องเตรียมความพร้อมในการเดินหน้า เพื่อให้ 1 ปีที่จะถึงนี้เป็น 1 ปีที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างสมบูรณ์” นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา

นายชวนนท์ยืนยันแนวทางของกระทรวงการต่างประเทศว่า จากนี้ไปจะเร่งดำเนินการเรื่องการปักปันเขตแดน แม้จะระบุรอบระยะเวลาไม่ได้ แต่เชื่อว่าข้อได้เปรียบในขณะนี้ คือฝ่ายไทยได้เห็นแผนบริหารจัดการพื้นที่ของฝ่ายกัมพูชาแล้ว ดังนั้นในระยะเวลา 1 ปี ฝ่ายไทยมีสิทธิที่จะเดินทางไปพูดคุยกับคณะกรรมการมรดกโลกหรือภาคีของประเทศ สมาชิกต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจก่อนที่จะมีการประชุมครั้งหน้า

เลื่อนวาระพระวิหาร...แล้วไงต่อ?

“เราคงต้องยึดจุดยืนเดิมของเรา คือ ต้องดำเนินการปักปันเขตแดนให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยเสียก่อน จึงรับรองแผนบริหารจัดการพื้นที่ของฝ่ายกัมพูชา ความสำคัญของเอ็มโอยู 2543 ที่ประเทศไทยมีไว้กับประเทศกัมพูชา เป็นสิ่งสำคัญที่ควรนำไปใช้ในการเริ่มปักปันเขตแดน”

ขณะที่นายสุวันชัย แสงสุขเอี่ยม อดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งติดตามกรณีปราสาทพระวิหารมาอย่างต่อเนื่อง และมีบทบาทสำคัญในการเชิญฝ่ายต่างๆ ร่วมวางแนวทางแก้ปัญหา ก็เห็นว่า การตัดสินใจเลื่อนการพิจารณาออกไปเป็นปีหน้าทำให้ไทยเริ่มเป็นฝ่ายได้เปรียบ

“ในคราวนี้เชื่อว่าประเทศไทยได้ประโยชน์ เพราะกัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารให้สมบูรณ์โดยเร็วที่สุดเท่าไร ย่อมจะต้องเร่งการเจรจาการปักปันเขตแดนกับฝ่ายไทยให้แล้วเสร็จเร็วขึ้นเท่านั้น”

เขาเห็นว่ารัฐบาลควรดำเนินการ 2 เรื่องอย่างเร่งด่วน คือ หนึ่ง ต้องเร่งเจรจาปักปันเขตแดนให้แล้วเสร็จ และสอง ต้องเร่งทำหนังสือชี้แจงต่อคณะกรรมการมรดกโลก โดยเฉพาะคณะกรรมการชุดใหม่จาก 12 ประเทศ ที่เพิ่งได้รับการรับเลือก เพื่อจะได้เข้าใจปัญหาเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารที่ไม่ถูกต้องมาตั้งแต่เริ่มแรกว่าผิดขั้นตอนอย่างไร เพื่อนำไปสู่การยกเลิกมติการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารในที่สุด

“ไทยต้องเร่งทำเอกสารให้คณะกรรมการมรดกโลกชุดใหม่ได้เข้าใจ เพื่อให้ทบทวนมติที่ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร โดยให้เหตุผลทางเทคนิคว่า แต่ละขั้นตอนมีความผิดพลาด ลัดขั้นตอนอย่างไรไปบ้าง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศต้องเร่งล็อบบี้ในเรื่องนี้ให้หนักในช่วงหนึ่งปีนี้”

ทั้งนี้ เชื่อว่าหากคณะกรรมการชุดใหม่ได้เห็นหลักฐาน โดยเฉพาะการนำเสนอให้เห็นว่า ในการลงมติก่อนหน้านั้นมีการกระทำที่เป็นการเข้าข้างกัน เพราะกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไม่ได้ เพราะยังคงมีปัญหาการปักปันเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขัดหลักการอย่างชัดเจน จนในที่สุดนำไปสู่ปัญหาการทะเลาะกันของสองประเทศ และถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบมาพากลอย่างยิ่ง ดังนั้นการชี้แจงประเด็นต่างๆ จะนำไปสู่การแก้มติได้

ล้มกระบวนการเจรจาที่เสียเปรียบ

เลื่อนวาระพระวิหาร...แล้วไงต่อ?

แม้หลายฝ่ายจะเห็นตรงกันว่า ปัญหาเขตแดนคือสิ่งแรกที่ต้องเร่งแก้ไข แต่ ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นักวิชาการสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลับเห็นว่า สิ่งที่รัฐบาลไทยจะเร่งทำ คือการล้มกระบวนการปักปันเขตแดนที่ผ่านมาทั้งหมด เริ่มจากยกเลิกเอ็มโอยูปี 2543 และข้อตกลงทุกอย่างที่เจบีซีฝ่ายไทยทำไว้กับฝ่ายกัมพูชาเพื่อรักษาสิทธิอธิปไตย เนื่องจากเอ็มโอยูฉบับนี้มีสาระสำคัญ คือ การสำรวจและจัดทำเขตแดนทางบกให้เป็นไปตามแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามและอินโดจีน หรือแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ที่กัมพูชายึดถือ

“หากยึดแผนที่ดังกล่าวในการปักปันเขตแดน ก็จะกระทบต่อพื้นที่ตั้งแต่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ไปถึง จ.สุรินทร์ กว่า 1.5 ล้านไร่ ซึ่งไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิเขตแดนทางบกของไทยจะเปลี่ยนใหม่หมด ซึ่งประเด็นต่อมาคือหลักเขตแดนทางบกหลักสุดท้ายที่ จ.ตราด หากเปลี่ยนไปก็จะกระทบต่อเขตแดนทางทะเล ซึ่งมีทรัพยากรทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ในการเข้าพบนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา เราได้ถามถึงทางออกสุดท้าย ท่านนายกฯ บอกว่า ได้เตรียมทางออกไว้แล้ว คือการขึ้นทะเบียนร่วม 2 ประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาโดยยึดหลักอธิปไตย เพียงแต่แก้ปัญหาเขตแดนทางบกให้จบไป เพื่อจะได้ทำข้อตกลงใช้ทรัพยากรในทะเลเท่านั้น”

จัดระเบียบพื้นที่พิพาท

นอกเหนือจากการปักปันเขตแดนแล้ว ปัญหาใหญ่อีกประการ คือ การที่ฝ่ายกัมพูชาสร้างวัดและตั้งชุมชนขนาดใหญ่ในพื้นที่พิพาท รวมถึงการวางกำลังทหารอีก 6 กองพลน้อย รอบพื้นที่พิพาทบริเวณปราสาทพระวิหาร นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวทางของรัฐบาลไทยว่า นายอภิสิทธิ์ได้มอบนโยบายแก่นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ให้ร่วมกำหนดแนวทางการจัดระเบียบการใช้พื้นที่พิพาท ซึ่งขณะนี้ทั้งสองกระทรวงกำลังเร่งประสานงานกับฝ่ายกัมพูชา เรื่องการแสดงสิทธิอธิปไตยเหนือดินแดนไม่ให้มีการบุกรุกในบริเวณพื้นที่พิพาทดังกล่าว เว้นแต่จะเจรจาปักปันเขตแดนแล้วเสร็จ พร้อมกับให้ไปกำหนดแนวทางให้มีการใช้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เหมือนเมื่อในอดีตที่ประชาชนทั้งสองฝั่งไม่สามารถอ้างกรรมสิทธิ์ว่าเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้

“การจัดระเบียบพื้นที่ อาทิ การไปมาหาสู่กันและกัน การท่องเที่ยว การค้าขายชายแดน หรือการเก็บค่าผ่านทางต่างๆ และการคุ้มครองต่างๆ ด้วย โดยจะมีการเจรจาหารือกันในทุกระดับ เชื่อว่าหลังจากนี้ไปเรื่องการเจรจาปักปันเขตแดนจะง่ายขึ้น ซึ่งท่าทีฝ่ายไทยจะให้ความสำคัญในการโน้มน้าวให้ฝ่ายกัมพูชาลงมาเจรจาในระดับทวิภาคีมากขึ้นแทนที่จะไปเล่นเกมกันในเวทีนานาชาติแทน”

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ