
ขอแต่งงาน
ที่ผ่านมาผมคิดวางแผนอยู่คนเดียว จนมาพูดจากับชิวบ๊วยได้สำเร็จ แต่ยังไม่ได้พูดกับวราพิณ
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
ที่ผ่านมาผมคิดวางแผนอยู่คนเดียว จนมาพูดจากับชิวบ๊วยได้สำเร็จ แต่ยังไม่ได้พูดกับวราพิณ ผมไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก เพราะผมเองไม่ใช่คนหนุ่ม แถมไม่ใช่คนโสดอีกต่างหาก อายุขณะนั้นปาเข้าไป 37 ปีแล้ว ส่วนเธออายุแค่ 17 ปีเท่านั้นเอง ยังเป็นเด็กสาววัยรุ่น ที่ส่วนใหญ่มักจะมองคนวัยเดียวกัน อายุของผมกับเธอห่างกัน 20 ปีเต็มๆ หากจะพูดว่าแก่คราวพ่อก็ไม่ผิด
หากคิดให้ลึกลงไปกว่านั้น วราพิณอาจรักใคร่ชอบพออยู่กับหนุ่มรุ่นเดียวกันแล้วก็ได้ ถ้าบังเอิญเป็นเช่นนั้นจริงๆ เรื่องทั้งหมดที่ผมคิดและตกลงกับชิวบ๊วยก็คงไม่เป็นผล เธอคงไม่สนใจเรื่องที่ผมเสนอ ผมก็คงต้องพบกับความผิดหวัง ผมเตรียมใจไว้ ระหว่างสมหวังกับผิดหวังอย่างละครึ่ง
ผมหาโอกาสที่จะพูดเรื่องสำคัญกับวราพิณ กระทั่งวันนั้นปลอดผู้คน วราพิณอยู่ที่ห้องเช่าคนเดียว ผมไม่รอช้ารีบเข้าไปคุยกับเธอ ถึงแม้ความหวังของผมจะอยู่ที่คำตอบจากวราพิณก็ตาม แต่ผมยังมีเงื่อนไขสำคัญที่คิดไว้ในใจว่า อยากให้เธอมาช่วยเรื่องการขับรถติดต่อธุรกิจต่างๆ ในแต่ละวัน นอกจากนั้นยังต้องขับรถรับส่งลูกๆ ของผมจากบ้านไปโรงเรียนและจากโรงเรียนกลับมาที่บ้าน
งานหลักที่ผมคาดหวังในตัววราพิณคือการขับรถ ดังนั้นคำถามแรกที่ผมถามเธอคือ... “อยากหัดขับรถไหม เถ้าแก่จะช่วยสอนให้”
“อยากซิ...เถ้าแก่จะช่วยสอนให้จริงๆ น่ะหรือ” คำตอบที่ได้ทำให้ผมพอใจเป็นอย่างมาก ไม่รีรอที่จะพูดขอเธอแต่งงาน
“จริง... แต่มีเรื่องหนึ่งที่อั๊วอยากถาม”
“จะถามอะไรหรือเถ้าแก่”
“อั๊วอยากถามว่า ถ้าอั๊วจะขอลื้อแต่งงานลื้อจะว่ายังไง”
แววตาของวราพิณแสดงอาการประหม่าขึ้นมาทันที คงคิดว่าผมพูดล้อเล่น “ทำไมเถ้าแก่พูดเล่นอย่างนี้ ไม่กลัวพี่ชิวบ๊วยเล่นงานเอาหรือ”
ผมจ้องมองเข้าไปในตาเธอ และเอื้อมไปจับมือวราพิณแน่นเพื่อให้ความมั่นใจ
“เถ้าแก่ไม่ได้พูดเล่น แต่พูดจริงๆ ชิวบ๊วยก็รู้เรื่องนี้แล้วและอนุญาตให้เถ้าแก่แต่งงานกับวราพิณได้ ถ้าไม่เชื่อไปถามชิวบ๊วยดูก็ได้”
วราพิณฟังแล้วคิดมีท่าทีคล้อยตาม และจากนั้นเป็นต้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเธอพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งวันหนึ่งวราพิณก็มีคำตอบให้ผมจนได้ และคำตอบนั้นคือ สิ่งที่ทำให้เธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของผมตราบจนทุกวันนี้ เพราะเธอ “ตอบรับ” คำขอแต่งงานของผม
วันนั้นผมจำได้ดีว่ารู้สึกตื่นเต้นยินดี มีความซึ้งใจปะปนอยู่ คิดว่าเธอช่างเป็นผู้หญิงที่มีจิตใจดี และคงรักผมที่ตัวตนจริงๆ เพราะผมไม่ใช่คนร่ำรวยหรือมีฐานะดีอะไร คนใกล้ชิดจะรู้สถานะทางการเงินที่แท้จริงของผม วราพิณรู้อยู่แก่ใจดี ถึงแม้เธอจะเป็นคนนอกครอบครัวแต่ก็ใกล้ชิดสนิทสนมกับครอบครัวของผมมาก รู้ดีทุกอย่างว่าภายนอกผมดูเป็นคนรวยมีทรัพย์สินมาก มีโรงงาน มีรถ มีที่ดิน แต่จริงๆ แล้ว ผมกู้หนี้ยืมสินไม่น้อยเลยทีเดียว ต้องทำงานหาเงินเพื่อหมุนเงินให้ทัน
ทรัพย์สินที่ผมมีก็เป็นโรงงานเก่าๆ ที่ดินก็เป็นที่ดินเช่าเซ้งเขาอยู่ เครื่องจักรทำประตูหน้าต่างไม้ก็ไม่ค่อยมีอะไร รถยนต์ก็เป็นรถยนต์มือสองยี่ห้อมอรีสแม้จะมีราคาหน่อย แต่ก็ซื้อมาเพื่อไว้ใช้ติดต่อธุรกิจในราคา 4 หมื่นกว่าบาท ใช้งานได้ 5 ปีก็ขายซากไปได้ราคาเพียงแค่ 2 พันกว่าบาท ใช้ไม่ค่อยคุ้ม แต่เป็นความภูมิใจมากกว่า รถคันที่สองเป็นรถกระบะมือสองยี่ห้อดัทสันซื้อมาราคา 1.6 หมื่นบาท ใช้ทำมาหากินตลอด ทั้งรับส่งสินค้า เก็บเช็คเข้าธนาคาร และรับส่งลูกๆ ไปโรงเรียน
ทรัพย์สินอีกอย่างคือบ้านเช่า พอจะมีราคาหน่อย คิดดูแล้วก็มีราคารวมทั้งหมดแสนกว่าบาท ธุรกิจทำประตูหน้าต่างไม้และบ้านเช่าสองอย่างรวมกันจะมีรายได้ราวหมื่นต้นๆ ซึ่งก็พอจ่ายค่าดอกเบี้ยถูๆ ไถๆ กันไป ข้อเสียที่กล่าวมาก็ไม่น่าจะรักด้วยแล้ว ยังมีเรื่องเมียและลูกอีกตั้ง 7 คน ถ้าคนที่คิดว่าจะมาสบาย หรือมากอบโกย คงต้องถอยห่างจากผมไปไกลนับหมื่นลี้
ผมจึงซาบซึ้งในความรักที่วราพิณมีต่อผม และซาบซึ้งในตัวพ่อกับแม่ของวราพิณ ที่ไม่คัดค้านที่ผมขอแต่งงานกับลูกสาวของท่าน ทั้งที่มีภรรยาอยู่แล้ว ผมคิดว่าทั้งสองท่านเห็นว่าผมเป็นคนดี เมื่อเป็นเช่นนี้จึงคิดว่าจะเลี้ยงดูเธออยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตเพื่อตอบแทนน้ำใจ
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







