
ประเด็นวุ่น...เรื่องทุนการศึกษา
หลังจากที่ผู้เขียนได้นำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นในรายการ “คิดยกกำลังสอง”
โดย...สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
หลังจากที่ผู้เขียนได้นำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นในรายการ “คิดยกกำลังสอง” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ Thai PBS เมื่อวันที่ 29 ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา โดยนำเสนอปัญหาของทุน สกอ. ทุน พสวท. และทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์ และได้นำเสนอแนวทางในการปรับปรุงระบบการบริหารทุนการศึกษาของรัฐบาลไทย มีผู้ได้ทักท้วงและตั้งข้อสังเกตต่อข้อมูลที่นำเสนออย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในส่วนของทุน พสวท. ซึ่งผู้เขียนขอน้อมรับฟังทุกความเห็นด้วยความขอบคุณ
ผู้เขียนขอใช้โอกาสนี้ขออภัยสำหรับความผิดพลาดในการนำเสนอข้อมูล แก้ไขข้อมูลที่นำเสนอไปให้ถูกต้อง และอธิบายประเด็นต่างๆ ที่มีการตั้งข้อสังเกต
มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เขียนควรใช้ข้อมูลโดยตรงจาก สสวท. ซึ่งเป็นผู้บริหารทุน พสวท. ในการวิเคราะห์ ผู้เขียนขอชี้แจงว่า ทีมวิจัยได้ใช้ข้อมูลที่ได้มาจาก พสวท. ทั้งจากเว็บไซต์ของหน่วยงานและการขอข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งข้อมูลทั้งสองชุดมีตัวเลขไม่ตรงกันหลายแห่ง ทำให้ได้ข้อสรุปที่แตกต่างกันตามข้อมูลแต่ละชุด
อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งสองชุดก็ไม่แตกต่างกันคือ สะท้อนถึงปัญหาประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทุน ทั้งนี้ในบทความนี้ ผู้เขียนจะใช้ข้อมูลของ พสวท.ที่ปรากฏในเว็บไซต์เป็นหลัก เพราะเป็นข้อมูลสาธารณะที่ผู้สนใจสามารถเข้าไปสอบทานได้
ตารางที่ 1 แสดงข้อมูลสรุปสถานภาพของผู้รับทุน พสวท. ตารางดังกล่าวรายงานสถานะของผู้รับทุนเป็นรุ่น (cohort) ตามปีที่รับทุน โดยแจกแจงสถานะของผู้รับทุนแต่ละรุ่นว่า มีผู้รับทุนทั้งหมดเท่าไร กำลังเรียนอยู่เท่าไร สำเร็จการศึกษาหรือออกจากโครงการไปแล้วเท่าไร เช่น ตัวเลขในแถว 401 หมายถึง ข้อมูลของผู้รับทุนรุ่นปี 2540 ซึ่งเป็นผู้รับทุนระดับ ม.ปลาย (ถ้าเป็นทุนระดับอุดมศึกษาในปีนั้นจะใช้รหัส 402) ผู้รับทุนรุ่นดังกล่าวมีทั้งหมด 51 คน กำลังเรียนอยู่ 8 คน เรียนจบแล้ว 21 คน และออกจากโครงการไปแล้ว 22 คน (โดยมีทั้งลาออกเองและที่พ้นสภาพหรือถูกให้ออก)
เมื่อพิจารณาข้อมูลจากตารางดังกล่าว ผู้เขียนมีข้อสังเกตหลายประการคือ ประการที่หนึ่ง มีผู้ที่ออกจากโครงการทั้งลาออกเองและที่พ้นสภาพหรือถูกให้ออกจำนวนมากคือ 700 คน หรือร้อยละ 19.5 ซึ่งน่าจะชี้ถึงปัญหาบางประการในการบริหารทุนดังกล่าวที่ผู้รับผิดชอบควรวิเคราะห์หาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขต่อไป
ประการที่สอง มีผู้ที่ปรากฏสถานะว่า “กำลังเรียนอยู่” แต่เรียนช้ากว่ากำหนดจำนวนไม่น้อย เช่น มีผู้รับทุนปริญญาตรี-ปริญญาเอกในปี 2540 (แถว 402) ที่ยังคงเรียนอยู่ถึง 15 คน ทั้งที่หากนับถึงปี 2556 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่มีการรายงานสถานะ เวลาก็ผ่านมาแล้วถึง 16 ปี ซึ่งเพียงพอที่จะเรียนจนจบปริญญาตรี-ปริญญาเอก ที่ควรใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 11 ปี
ทั้งนี้ หากคำนวณจำนวนผู้ที่เรียนช้ากว่ากำหนดจากตารางดังกล่าว จะพบว่ามีอย่างน้อย 365 คน (ร้อยละ 10.1) ที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว
ที่ผู้เขียนใช้คำว่า “อย่างน้อย” เพราะเป็นการคำนวณอย่างอนุรักษนิยมมาก เนื่องจากมีผู้รับทุนบางส่วนที่ได้ทุนเรียนเฉพาะระดับปริญญาโท-ปริญญาเอก ซึ่งควรใช้เวลาเรียนไม่เกิน 7 ปี แต่ผู้เขียนก็คิดเหมารวมไป เพราะไม่มีข้อมูลในรายละเอียด
ทั้งนี้ หากดูข้อมูลในรายบุคคลบางส่วนที่ผู้เขียนมี จะพบว่ามีผู้ที่เรียนนานถึง 20 ปี แต่ยังมีสถานะ “ขยายเวลา” หรือมีผู้ที่เรียนนานถึง 18 ปี แต่ก็ยังมีสถานะ “ปกติ” ซึ่งน่าจะบ่งชี้ถึงปัญหาในการบริหารจัดการทุน
หากรวมเฉพาะข้อมูล 2 ส่วนดังกล่าวข้างต้น จะเห็นว่ามีผู้ที่มีปัญหาทั้งที่ออกจากโครงการไปและผู้ที่เรียนช้ากว่ากำหนดถึงเกือบร้อยละ 30 ของทั้งหมด
นอกจากนี้ หากจำกัดเฉพาะผู้รับทุนการศึกษาระหว่างปี 2527-2543 ซึ่งในปัจจุบันควรเรียนจบทั้งหมดเพราะเวลาผ่านมาถึง 15 ปีแล้ว จะพบว่า มีผู้ที่ยังคงเรียนอยู่ร้อยละ 12 และออกจากโครงการ
ร้อยละ 29 ตัวเลขทั้งสองส่วนนี้รวมกันก็จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 41
ผู้เขียนคิดว่า ข้อมูลดังกล่าวน่าจะชี้ให้เห็นถึงตัวอย่างของปัญหาประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทุน พสวท. แม้สัดส่วนจะไม่สูง
ประการที่สาม ปัญหาประสิทธิภาพในการบริหารทุนไม่ได้จำกัดอยู่กับทุน พสวท.เท่านั้น เพราะหากดูสถานะของผู้รับทุน สกอ. จะพบว่า ในระหว่างปี 2535-2548 มีผู้รับทุนพัฒนาอาจารย์สาขาขาดแคลน เพื่อไปศึกษาต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก 5,342 คน
แต่ในขณะนี้ มีผู้ที่มีสถานะ “ยังเรียนอยู่” ถึง 1,507 คน หรือร้อยละ 28.2 ทั้งที่นับตั้งแต่ปี 2548 เวลาก็ผ่านมากว่า 10 ปี ซึ่งนานพอที่จะเรียนจบปริญญาโทต่อด้วยปริญญาเอก นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ผิดสัญญาอีกจำนวนหนึ่งด้วย
ประการที่สี่ ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงปัญหาการหนีทุนเป็นหลัก แม้ที่ผ่านมาสังคมจะให้ความสนใจมากต่อปัญหากรณีทันตแพทย์หนีทุน เพราะต้องการให้สังคมได้เห็นปัญหาในภาพที่ใหญ่กว่านั้นคือ ประสิทธิภาพในการบริหารทุนการศึกษาของรัฐบาล ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน
ผู้เขียนหวังว่า ข้อมูลที่นำเสนอนี้จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ที่สำคัญผู้เขียนไม่ได้กล่าวหาหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง และไม่ได้วิจารณ์ว่า ผู้ที่รับทุนการศึกษาต่างๆ มีคุณภาพหรือทำประโยชน์ให้ประเทศหรือไม่ เพราะปรากฏชัดอยู่แล้วที่มีหลายท่านที่ทำประโยชน์ แต่ต้องการชี้ปัญหาของระบบการบริหารทุนมากกว่า







