
อีซีบีลุยกระตุ้นเพิ่ม ดันสงครามค่าเงินระอุ
ในที่สุดที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ก็มีมติผ่อนปรนมาตรการทางการเงินเพิ่มเติมตามความคาดหมาย
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ในที่สุดที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ก็มีมติผ่อนปรนมาตรการทางการเงินเพิ่มเติมตามความคาดหมาย โดยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมจากลบ 0.3% ไปสู่ลบ 0.4% ลดดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์จาก 0.05% มาเป็น 0% ลดดอกเบี้ยกลไกเงินกู้ระยะกลาง MLF ลง 0.05% มาที่ 0.25% พร้อมทั้งใช้นโยบายผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) เพิ่มจาก 6 หมื่นล้านยูโร (2.31 ล้านล้านบาท) ไปเป็นเดือนละ 8 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.08 ล้านล้านบาท) และขยายการรับซื้อสินทรัพย์ไปสู่หุ้นกู้นอกกลุ่มสถาบัน
การเงิน
ถือเป็นการกระตุ้นที่มากขึ้นกว่าเดิมเหนือความคาดหมายเล็กน้อย แม้จะเต็มไปด้วยเสียงทักท้วงทั้งจากคนในแวดวงแบงก์ชาติกันเองและคนนอกจากวงการนักวิเคราะห์ ที่มองว่าแบงก์ชาติไม่สามารถจะผลักดันเศรษฐกิจได้มากอีกแล้ว และยิ่งใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบมากเท่าใด ก็ยิ่งเสี่ยงต่อผลกระทบในอีกด้านมากเท่านั้น
ไมเคิล ฮาร์เน็ต จากแบงก์ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ มองว่า อีซีบีก็เป็นหนึ่งในแบงก์ชาติทั่วโลกที่มุ่งใช้นโยบายการเงิน โดยลดดอกเบี้ยรวมกันแล้วถึง 619 ครั้ง ตลอด 7 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ในภาคการเงิน พร้อมทั้งใช้วงเงินคิวอีรวมกันแล้วถึง 10.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 370 ล้านล้านบาท) ทว่ากลับไม่สามารถกระตุ้นการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ได้มากนัก
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ยังเป็นตัวอย่างล่าสุดชั้นดีที่เพิ่งเข้าร่วมวงนโยบายดอกเบี้ยติดลบเมื่อเร็วๆ นี้ แต่กลับไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นทั้งต่อนักลงทุนและผู้บริโภคในประเทศได้ จนกระทั่ง ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ เริ่มส่งสัญญาณอาจจะต้องชะลอการกระตุ้นครั้งใหม่ออกไป เพื่อขอศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นก่อน
อย่างไรก็ตาม สำหรับอีซีบีรวมไปถึงแบงก์ชาติอีกหลายแห่งแล้ว นี่คือวิธีช่วยพยุงเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด “ในยามที่นโยบายการคลังมีข้อจำกัด” ทั้งในแง่การกดดันให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และยังช่วยเศรษฐกิจตัวเองทางอ้อมผ่านการ “ลดค่าเงิน” ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่แบงก์ชาติในอีกหลายประเทศดำเนิน
รอยตาม
ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงแตะ 1.0970 เหรียญสหรัฐ/ยูโร แล้วเมื่อวันที่ 10 มี.ค. และส่งผลให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงมากที่สุดแซงหน้าสกุลเงินอื่นๆ ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา โดยอ่อนค่าไปเกือบ 3%
ธนาคารไอเอ็นจีคาดการณ์ว่าค่าเงินยูโรอาจอ่อนค่าลงได้ถึง 1.5% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐหลังการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ เนื่องจากปริมาณสภาพคล่องที่จะไหลเข้าสู่ระบบมากขึ้น และนักลงทุนตีความสัญญาณของ มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบี ว่าเป็นการเดินหน้าเข้าสู่สงครามค่าเงินอย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้าการตัดสินใจของอีซีบีในวันเดียวกัน ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ ก็สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.25% หลังจากที่ไม่ได้ลดมานานตั้งแต่เดือน ก.ย. 2015 ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญนิวซีแลนด์อ่อนค่าลงทันทีกว่า 0.25% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
แอนเน็ต บีเชอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเอเชียแปซิฟิกของบริษัทหลักทรัพย์ ทีดี ซีเคียวริตีส์ ในสิงคโปร์ ให้มุมมองกับรอยเตอร์ส ว่า การตัดสินใจของธนาคารกลางนิวซีแลนด์ล่าสุดนี้ คาดว่าจะเป็นการหวังผลต่อค่าเงิน ซึ่งภายใต้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ยังสุ่มเสี่ยงและการส่งออกย่ำแย่ลงในเกือบทุกประเทศ ค่าเงินที่อ่อนค่าลงย่อมช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน
ขณะที่ก่อนหน้านี้เพียงแค่หนึ่งเดือน ธนาคารกลางสวีเดน ก็เพิ่งเดินหน้าลดดอกเบี้ยนโยบายติดลบเพิ่มเติม จากลบ 0.35% เป็นลบ 0.5% เพื่อกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อในบ้านและกดค่าเงินโครนลงไปอยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือนที่ 9.62 โครน/ยูโร โดยที่ผู้ว่าการ สเตฟาน อิงเวส ส่งสัญญาณด้วยว่าพร้อมที่จะเดินหน้าใช้นโยบายแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินโครนแข็งค่าขึ้นเกินกว่า 9 โครน/ยูโร
ภาวะที่แบงก์ชาติแข่งกันลดดอกเบี้ยทั้งเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในบ้าน เพิ่มอัตราเงินเฟ้อและหวังผลลดค่าเงินเพื่อหนุนขีดความสามารถในการแข่งขันเช่นนี้ กำลังดำเนินไปแทบไม่ต่างกับภาวะงูกินหางที่หยุดไม่ได้
แม้จะมีความพยายามกระตุ้นกันมาก่อนหน้านี้ ให้รัฐบาลแต่ละประเทศหันมารับไม้ต่อจากแบงก์ชาติ ใช้มาตรการทางการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจแทนมาตรการทางการเงินที่อ่อนแรงลง ทว่าสำหรับยุโรปนั้นกลับไม่สามารถใช้ได้ง่ายๆ เหมือนอย่างประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะเมื่อหัวเรือใหญ่อย่าง “เยอรมนี” ยืนกรานเสียงแข็งในที่ประชุมสุดยอดเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (จี20) ที่ผ่านมาว่า นโยบายกระตุ้นทางการคลังไม่เหมาะกับยุโรป
เพราะนอกจากจะเคยมีบทเรียนวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศยุโรปใต้เมื่อราวปี 2011 มาแล้ว ปัจจุบัน หนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) 28 ประเทศ ยังพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 87.8% ต่อจีดีพีในปี 2015 หรือสูงกว่าเป้าหมายทางการคลังของอียูถึงเกือบ 30% ด้วย
ในภาวะเช่นนี้ ทำให้ยุโรปดูจะเหลือตัวเลือกไม่มากนัก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่อัตราเงินเฟ้อติดลบ 0.2% และทำให้อีกหลายประเทศโดยเฉพาะในเอเชีย จำเป็นต้องดำเนินนโยบายรับมือล่วงหน้า เช่น บีโอเจ ที่ลุยใช้ดอกเบี้ยติดลบไปแล้ว 0.1% เมื่อไม่นานมานี้ ในขณะที่จีนใช้การแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งออฟชอร์และออนชอร์ และคุมผ่านอัตราอ้างอิงค่ากลางเงินหยวน เพื่อคุมเสถียรภาพค่าเงินให้สอดคล้องกับบริบทนั้นๆ ได้มากที่สุด
ฝ่ายยุทธศาสตร์อัตราแลกเปลี่ยนโลกของซิตี้กรุ๊ป ยังมองด้วยว่าแต่ละประเทศจะเกิดการเสพติดภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเช่นนี้ไปอีกนานชนิดถอนตัวได้ยาก เช่น อีซีบี ที่อาจจะไม่สามารถกลับมาขึ้นดอกเบี้ยเหนือ 0.5% ได้ภายใน 13 ปีนี้ หรือญี่ปุ่นที่อาจต้องใช้เวลานานกว่ามากอย่างน้อยถึง 30 ปี จึงจะขึ้นดอกเบี้ยเหนือ 0.5% ได้
ทั้งนี้ แม้ว่าในเบื้องต้นญี่ปุ่นจะส่งสัญญาณขอชะลอการกระตุ้นรอบใหม่ออกไปก่อน ในการประชุมบีโอเจวันที่ 14 -15 มี.ค.นี้ เพราะผลจากการลดดอกเบี้ยรอบที่ผ่านมากลับทำให้ตลาดช็อกในทางลบมากกว่าสร้างความมั่นใจ และเกิดไซด์เอฟเฟกต์แย่กว่าที่คาดกับค่าเงินเยน ที่กลับแข็งค่าขึ้นแทนที่จะอ่อนค่าลงเนื่องจากทั่วโลกแห่ซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยในยามตลาดหุ้นปั่นป่วน แต่นักวิเคราะห์ก็ยังเชื่อว่าญี่ปุ่นอาจจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมตามมาอีกในท้ายที่สุด หากเศรษฐกิจโลกยังคงอ่อนแรง
“ทุกวันนี้เรามีการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินที่ขยายตัวไปทั่วโลก ทำให้เราไม่สามารถปลีกตัวเองออกมาจากสภาวะแวดล้อมเช่นนี้ได้” สเตฟาน อิงเวส ผู้ว่าการแบงก์ชาติสวีเดน กล่าวก่อนหน้านี้







