
สมคิดชี้เลิกขัดขาหันมาปฏิรูป
โพสต์ทูเดย์
— สมคิด เสนอแนวคิดปฏิรูปภาคการศึกษาอุตสาหกรรม กระจายรายได้ลดความขัดแย้งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีต รมว.คลัง กล่าวบรรยายพิเศษหัวข้อ
“คิดใหม่ประเทศไทย” ในโครงการอบรม “ผู้นำนำการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งจัดโดยมูลนิธิสัมมาชีพ ว่า ถึงเวลาแล้วที่การบริหารประเทศไทยต้องคิดใหม่ก่อนที่จะสายเกินไป เพราะขณะนี้ประเทศได้กลายเป็นสังคมที่แตกแยกพร้อมที่จะปะทุขึ้นทุกขณะ จึงควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูป เพราะที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่เคยจริงจังกับการปฏิรูปไม่ว่าจะอยู่ในช่วงที่เลวร้ายหรือรุ่งโรจน์ ด้านการปฏิรูปการศึกษาและอุตสาหกรรม ขณะที่ภาคเอกชนยังขาดความสามารถที่จะก้าวไปสู่ระดับโลก มีการท่องเที่ยวที่เข้มแข็ง แต่ไม่รักษาไว้จนกลายเป็นสูญเสียทรัพยากรนอกจากนี้ ยังเห็นว่าประเทศไทยขาดผู้นำเชิงรัฐบุรุษที่พร้อมจะทำเพื่อสังคมส่วนรวม ไม่ใช่แค่เพื่อพรรคและบุคคลเท่านั้น ไม่ใช่เพียงแค่นิตยสาร"นิวส์วีค" ที่มองเราแบบนี้แต่ทั่วโลกมองเราแบบนี้ทั้งนั้นและต้องก้าวข้ามวิกฤตการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งเหมือนหลุมดำที่ดูดความก้าวหน้าเข้าไปอยู่ในวังวนเหล่านี้
“
ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เราวนเวียนอยู่กับเรื่องทักษิณ การเมืองถูกใช้เพื่อเอาชนะบนพื้นฐานว่า ถ้าเราไม่ชนะเขามาแน่ เสมือนประเทศไทยไม่มีปัญหาอื่นที่ต้องแก้ไขนอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้ ทำให้จมปลักอยู่กับที่ ยิ่งนานวันเราก็ยิ่งอ่อนแอ” นายสมคิด กล่าวนายสมคิด ยังเสนอว่า ควรเปลี่ยนเป้าหมายจากที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ต้องเปลี่ยนไปสู่การยกระดับรายได้ความเท่าเทียมในชีวิตและลดความยากจน เพื่อลดความไม่เท่าเทียมกันในสังคม เพราะไทยเป็นประเทศที่มีความต่างกันทางรายได้ประมาณ 1415 เท่า ถือว่าสูงที่สุดในภูมิภาคนี้ ดังนั้นการยกระดับรายได้และเกลี่ยความยุติธรรมคือสิ่งแรกที่ต้องทำ เช่นเดียวกับการปฏิรูปการเกษตร ต้องใช้วิธีการรวมกลุ่ม และสหกรณ์คือหัวใจ
โจทย์คือทำอย่างไรที่จะยกระดับผู้นำชุมชนทั่วประเทศ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสังคมสำคัญมาก และต้องไม่ใช้การแจกเงินและไม่ใช่กู้มาแจก ทำอย่างไรให้มีการแบ่งและกระจายอำนาจซึ่งเป็นหัวใจของการจัดการ 76 จังหวัด ที่มีศักยภาพสามารถให้เป็นซูเปอร์ซิตีให้ได้
ยุทธศาสตร์ของส่วนกลางมันก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ตอนนี้ไม่มีใครคิดแบบนี้ กลายเป็นว่าเราเอาขนมเค้กที่หายากมากไปแบ่งกัน
ประการที่สอง คือ การเปลี่ยนโครงสร้างเป็นการขับเคลื่อนด้วยวิทยาการไม่ใช่จินตนาการ สิ่งที่มาเลย์ผลิตได้ไม่ใช่แค่ความรู้พื้นฐาน ไทยต้องเปลี่ยนความคิดว่าเป็นศูนย์กลางการผลิต มาเป็นศูนย์กลางความคิดให้มากขึ้นรวมถึงเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างระเทศเพื่อนบ้านที่จะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจที่สำคัญเรื่องของครู ไอที หลักสูตร นักการศึกษารู้ปัญหาดีอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่ว่าคุณจะเคาะขับเคลื่อนอย่างไรเรื่องของเทคโนโลยีคือหัวใจของอนาคตข้างหน้า ของอย่างนี้ไม่ใช่แค่ว่ามีแล้วจบ มันต้องมียุทธศาสตร์ ดูอย่างสิงค์โปร์ เขามีโครงการเอยนต์ซี่รีเสิด จุดคือพัฒนาทุนสามตัว คือมนุษย์ ปัญญาหรืองานวิจัย และทุนอุตสาหกรรม ดึงเอกชนมาร่วม ทุนมนุษย์ต้องสร้างบุคคลากร ทุนปัญญาเขาเอาเงินผลิตงานวิจัย ทุนอุตสาหกรรมเขาเอาเงินกระตุ้นให้เอกชนเข้ามาลงทุนเชิงพาณิชย์ เขารู้ว่านวัตกรรมเหมือนไข่กบมีเป็นร้อยแต่มีไม่มีฟองจะออกเป็นตัวได้ สิ่งเหล่านี้เขาทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง เมืองไทยทำอย่างเขาได้หรือไม่
นี่คือตัวอย่างของทิศทาง ถ้าเราคิดว่าสิ่งนี้ถูกต้อง ชัดเจนแล้ว เราก็ต้องมาดูว่าจุดแข็งของเรามีสิ่งเหล่านี้หรือไม่ นั่นคือภารกิจที่สามที่จะตามมา ความสามารถเชิงนวัตกรรมของเราอยู่อันดับที่ 59 เวียดนามอยู่ที่ 33 งบประมาณและการคลังต้องบริหารจัดการให้ดีๆ มันไม่เกี่ยวว่าจะกระทบตอนนี้หรือตอนไหน แต่มันอยู่ที่"อนาคต" อนาคตข้างหน้ามันขึ้นอยู่ที่วันนี้สำหรับต่างประเทศ ทุกประเทศต่างปรับตัวทั้งนั้น อเมริกาวันนี้มองกลับมาถ้าปล่อยให้จีนใหญ่ต้องยุ่งแน่ ก็เข้ามาสัมพันธ์กับอาเซียน อินเดียก็ไม่ยอมให้จีนใหญ่ก็เข้ามาสัมพันธ์กับอาเซียน ไทยอยู่ตรงไหน? เราต้องเดินความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ ผมมองว่าวันหนึ่งข้างหน้าข้าวของเราจะมีปัญหาในWTO ส่วนเขาพระวิหารก็มีปัญหาเราต้องเร่งสร้างความสัมพันธ์เชิงลึก เราไม่ใช่มหาอำนาจ พลังของเราอยู่ที่ประเทศเหล่านี้จะช่วยหรือไม่
ตอนนี้เรากำลังรอการบริหารจัดการอยู่ เราวนเวียนอยู่กับการจัดการตัวบุคคล ยิ่งนานยิ่งวนเวียนน เราเสียเวลาไปมากแล้ว บราซิลใช้เวลา 7 ปีเป็นมหาอำนาจ แต่อาร์เจนตินาทุกวันนี้ยังเบี้ยวหนี้อยู่เลย เพราะเป็นชาติที่ไม่เคยมีฟอร์ม และทำตัวเป็นเด็กดีที่แกล้งโง่เดินตามตะวันตก ทำตามเรตติ้งฝรั่ง กู้มาแล้วก็มาโกง การเมืองไม่สนใจเรื่องความโปร่งใส กู้มาเรื่อยๆแล้วไม่ทำประโยชน์ดอกเบี้ยก็บาน พัฒนาไม่ถูกจุดก็ไม่เกิดรายได้ ดอกเบี้ยก็ถมไปเรื่อยๆ จนตอนนี้กลายเป็นบราซิลเป็นยักษ์ใหญ่ของโลก คุณมีทางให้เลือกจะเป็นมีความคิดอ่านในโลกมีศักดิ์ศรี หรือจะเป็นหนี้
"มีคนบอกว่ายุคนี้ต้องเลือกข้าง ผมว่าอันนั้นเป็นการขุดหลุมฝังประเทศ ถ้าคุณนำประโยชน์ของชาติมาไว้ก่อน ไม่ใช่แค่ประโยชน์ของความขัดแย้งแค่นี้ทำไมจะก้าวข้ามไปไม่ได้ ทำไมมันแก้ไม่ได้ ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องคิดใหม่แล้ว"
การบรรยายของผมขอจบด้วยคำกล่าวของเนลสัน แมนเดล่า ที่กล่าวว่า"ชีวิตของผมต่อสู้เพื่อประชาชนแอฟริกาใต้ ต่อสู่กับชนชั้นปกครองผิวขาวและผิวดำที่แบ่งแยก ผมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่คนทุกคนอยู่ร่วมกันเพื่อประเทศ เขาอยู่เพื่อเห็นวันนั้น ถ้าผมต้องตายเพื่อที่จะได้เห็นวันนั้น ผมก็ยอม"จบ







