
รัฐบาลปาดเหงื่อรักษาอธิปไตยชาติ
ตลอดสัปดาห์ข่าวร้อนการเมืองหนีไม่พ้นการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศบราซิล เพื่อพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งการประชุมทำให้หลายฝ่ายลุ้นระทึกจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบต้องสูญเสียอธิปไตย
ก่อนหน้านี้มีความพยายามจากกัมพูชาล็อบบี้ประเทศภาคีสมาชิกมรดกโลกให้หนุนและตัดสินชี้ขาดว่าปราสาทพระวิหาร
“เป็นมรดกโลก” ซึ่งจะทำให้กัมพูชาได้สิทธิในการบริหารพื้นที่รอบนอก และประเทศไทยจะต้องสูญเสียดินแดนกระทั่งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) นำโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พาภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาทพระวิหารเข้าชุมนุมหน้าองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประจำประเทศไทย เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก
แรงกระเพื่อมนี้เอง ส่งผลให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องเปิดบ้านพิษณุโลกหารือร่วมกับแกนนำ พธม.โดยภายหลังการหารือได้ปรากฏท่าทีอันแข็งกร้าวต่อ
“แผนการบริหารจัดการพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรของกัมพูชา” ขึ้นพร้อมกันนี้ ได้ออกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) วอล์กเอาต์จากที่ประชุมโดยทันที หากยูเนสโกยังยืนยันจะพิจารณาต่อ และยังมีมาตรการกดดันต่อเนื่องด้วยการประกาศถอนตัวจากภาคีสมาชิกมรดกโลกอีกชั้นหนึ่ง
สัญญาณดังกล่าวถูกส่งไปถึงที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกโลกให้ตระหนัก จนล่าสุดที่ประชุมได้เลื่อนการพิจารณาแผนจัดการฯ ไปไว้ในการประชุมครั้งที่ 35 ณ ประเทศบาห์เรน ปี 2554 จึงถือเป็นความสำเร็จของประเทศไทย
ส่วนนายสก อัน รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา กลับให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติอย่างสวนทางว่า คณะกรรมการมรดกโลกได้ยอมรับเอกสารแผนบริหารจัดการพื้นที่ฯ อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งนับเป็นชัยชนะของกัมพูชา
ระหว่าง
“ต่อลมหายใจ” นี้ ประเทศไทยจึงถูกจับตามองว่าจะเดินเกมอย่างไรต่อไปเลิกพรก.ฉุกเฉินอีก 6 จังหวัด
แม้จะยังไม่สามารถนิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่ดูเหมือนจะ
“สงบชั่วคราว” ได้ แต่การประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในบางพื้นที่ก็ยังดำเนินต่อไป โดยเมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ ได้ลงนามในคำสั่งประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพิ่มอีก 6 จังหวัด จาก 16 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี หนองบัวลำภู มุกดาหาร มหาสารคาม และชัยภูมิ ตามการประเมินสถานการณ์ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ส่วนในพื้นที่ กทม.นั้น ยังจำเป็นต้องคงไว้เช่นเดิม เพราะมีการประเมินระดับ “ความเข้มข้น” ของสถานการณ์ว่ายังคงมีสูง และยังจำเป็นต้องบังคับใช้เพื่อดำเนินการเรื่องคดีความเกี่ยว “การเงินท่อน้ำเลี้ยง” ที่ยังค้างคาอยู่บึ้มป่วนเมืองไม่เลิกสาหัส 1 ราย
คล้อยหลังเพียง 1 วัน คือวันที่ 30 ก.ค. เวลาประมาณ 01.30 น. ปรากฏ
“เสียงระเบิด” ตูมสนั่นกลางซอยรางน้ำ ตรงข้าม “คิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์” แขวงพญาไท เขตราชเทวี ซึ่งมีคนสนิทของนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยเป็นเจ้าของจากเหตุการณ์นี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 ราย เป็นชายไม่ทราบชื่อ อายุประมาณ 30 ปี อาชีพเก็บของเก่า โดย พญ.วารุณี จินารัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี เจ้าของไข้ระบุว่า สะเก็ดระเบิดฝังสมอง มีโอกาสรอดไม่ถึง 10%
พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา (สบ 10) ระบุว่า ระเบิดที่ใช้ผลิตในประเทศจีนและทำงานใกล้เคียงกับระเบิดที่ใช้ก่อเหตุบริเวณป้ายรถเมล์หน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วน พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เชื่อว่า เป็นเหตุระเบิดป่วนเมือง ซึ่งหากไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินคงจะวุ่นวายกว่านี้
จุดพลุ กม.
‘มีดหมอ’ รับสภาเปิดความไม่ลงรอยระหว่างภาคประชาชนกับบุคลากรทางการแพทย์ กรณี
“ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครอง ความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ...” ปรากฏให้เห็นมาตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มที่ภาคประชาชน บุกแพทยสภาเพื่อยื่นจดหมายปกขาว พร้อม “จุดเทียน” ให้แสงสว่างแก่กรรมการเพื่อพิจารณากฎหมายอย่างเป็นธรรม ส่วนเครือข่ายแพทย์ทั่วประเทศก็พร้อมใจกัน “แต่งชุดดำ” เพื่อแสดงออกถึงการคัดค้านขณะที่ท่าทีนายกฯ ยืนยันไม่ถอนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะได้รับพิจารณาหรือไม่
นับเป็นร่างกฎหมายในอีกหลายฉบับที่เป็นแรงกดดันต่อฝ่ายการเมือง ในช่วงที่การประชุมสภาสมัยนิติบัญญัติ จะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 1 ส.ค.นี้







