
ถึงเวลาปฏิวัติแท็กซี่หรือยัง?
ประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะมีขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ คนส่วนใหญ่ไม่ต้องนำรถออกมาขับบนท้องถนน
โดย...ปณิฏา สุวรรณปาล บรรณาธิการแมกกาซีน ภาพ เอเอฟพี
ประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะมีขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ คนส่วนใหญ่ไม่ต้องนำรถออกมาขับบนท้องถนน เพราะสามารถขึ้นรถเมล์ที่มารับ-ส่งได้ตรงเวลา และไม่มีพฤติกรรมขับบึ่งซิ่งนรก หรือไม่ก็อาศัยการโดยสารรถไฟฟ้าบนดินและใต้ดินที่มีบริการไปถึงใกล้ๆ บ้านและสำนักงาน
เนื่องจากไม่ได้ขับรถเอง อยากจะใช้บริการขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้สะดวกสบายถึงขั้นที่คนทุกซอกทุกมุมของกรุงเทพฯ หรือปริมณฑลจะใช้บริการได้ง่ายๆ ระหว่างรอคอยระบบขนส่งมวลชนที่ดูดีมีอนาคตของรถไฟฟ้าหลายสาย แท็กซี่จึงกลายเป็นเหมือน “เพื่อนสนิท” ที่ดิฉันต้องคบหา พบเจอ และใช้บริการอยู่ทุกวี่ทุกวัน จะว่าไปก็น่าจะเรียกว่าเป็น “ไม้เบื่อไม้เมา” เสียมากกว่า เพราะประสบการณ์กับแท็กซี่นี่ยาวเป็นหางว่าว มีทั้งแบบขำๆ แบบไม่ไหวจะเคลียร์ แล้วก็แบบสาธุเถอะจ้า อย่าเจอกันอีกเลย
แท็กซี่เป็นหนึ่งในงานให้บริการ แต่การพูดจาของคนขับแท็กซี่ในไทย 80% ไม่สุภาพ ดิฉันเป็นผู้ใช้บริการ เป็นผู้โดยสารยังพูดจากับคนขับแบบมีหางเสียงทุกคำ แต่คนขับแท็กซี่ส่วนใหญ่พูดจาห้วนๆ ไร้หางเสียง หลายคนถึงระดับที่เรียกว่า “หยาบคาย”
อย่างเมื่อคืนนี้เพิ่งเจอมาหมาดๆ เกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง การจราจรติดขัด... “แ-งติดอะไรวะ” พอเห็นมีรถของมูลนิธิต่างๆ จอดขวางถนนอยู่ ท่านก็กล่าว “แ-งตายเปล่าวะ”...
ประเภทคนขับหัวเสียขับรถซอกแซก จี้คันหน้าให้ได้หวาดเสียวก็มีอยู่เยอะ บ้างก็ขับไปวิวาทไปกับเพื่อนร่วมท้องถนน ทั้งๆ ที่มีผู้โดยสารนั่งตาปริบๆ อยู่ด้วยก็หาเกรงใจไม่ อย่าได้เอ่ยคำว่า ช่วยขับช้าๆ หน่อย เพราะยิ่งว่าก็เหมือนยิ่งยุ เหยียบมิดยิ่งกว่าเก่าอีก จนบางครั้งต้องขอลงก่อนถึงจุดหมายปลายทางเลยก็มี เพราะไม่ต้องการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับพี่เขา
การจะมาประกอบอาชีพขับรถโดยสารสาธารณะได้ ควรที่จะต้องมีการสอบใบขับขี่ และน่าจะเป็นการสอบที่เข้มข้นกว่าใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไปด้วยซ้ำ เพราะมีส่วนต่อการรับผิดชอบความปลอดภัยต่อชีวิตผู้โดยสาร ที่น่าแปลกประหลาดที่สุดก็คือดูเหมือนบรรดาคนขับรถแท็กซี่ส่วนหนึ่งจะอ่านหนังสือไม่ออก ผู้โดยสารบอกให้เข้าซอยชื่อนี้ แทนที่จะอ่านป้ายชื่อซอยแล้วเลี้ยวเข้าไป กลับขับเลยไปซะอย่างนั้น
ยังไม่ได้พูดถึงสมัยที่คนขับแท็กซี่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แปลกแยกกับผู้โดยสาร แล้วตอบโต้ด้วยพฤติกรรมแปลกๆ แท็กซี่ขี้ง่วงพร้อมจะหลับใน แท็กซี่ชอบคุยโทรศัพท์ระหว่างขับรถ แท็กซี่แทงพนันฟุตบอล แท็กซี่ไม่ยอมรับผู้โดยสาร แถมจะลงมาทำร้ายร่างกายอีกเมื่อเห็นเราหยิบโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ซึ่งหากจะต้องโทรร้องเรียนที่เบอร์ 1584 คงจะต้องร้องเรียนกันเป็นรายวัน วันละหลายเวลากันเลยทีเดียว ทั้งยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
การลงโทษแท็กซี่เป็นรายคนรายคัน น่าจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาสังคมสั่งสมเข้าไปอีกยกใหญ่ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะมาหาทางคิดว่า ทำยังไงเราจึงจะมีคนขับแท็กซี่ที่ดีมีคุณภาพ บริการถูกใจ ผู้โดยสารแฮปปี้ ไม่ใช่จะต้องให้ใช้บริการแท็กซี่พรีเมียมราคาเพิ่มเป็นสองเท่าตัวอย่าง อูเบอร์ กันอยู่ร่ำไป
ดิฉันเคยมีโอกาสไปสัมมนาที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ นอกจากแท็กซี่ของเขาจะสวยน่านั่งแล้ว คนขับแท็กซี่ของที่นั่นยังมีคุณภาพ พวกเขาแค่รับทราบจุดหมายปลายทางของผู้โดยสาร แล้วก็ขับไปส่งถึงจุดหมาย โดยไม่ต้องมามีปฏิสัมพันธ์ทางด้านดีหรือไม่ดีใดๆ กับผู้โดยสาร
ทราบมาว่า กว่าจะยึดอาชีพเป็นคนขับแท็กซี่ในลอนดอนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปีทีเดียว ในการศึกษา ทำความรู้จักกับทุกตรอกซอกซอยของกรุงลอนดอนอย่างทะลุปรุโปร่ง คือหากยังไม่รู้จักซอยเล็กซอยน้อยซอยย่อยยิบยับ แบบทุกกระเบียดนิ้วแล้ว ก็ยังไม่สามารถยึดอาชีพให้บริการแท็กซี่ได้ แม้ว่าจะมีสิ่งที่เรียกกันว่าจีพีเอส แล้วก็ตาม
จะว่าไปแล้ว หน้าที่ของคนให้บริการแท็กซี่ หรือคนขับรถแท็กซี่ก็คือ การไปรับ-ส่งผู้โดยสารให้ไปสู่จุดหมายอย่างปลอดภัย ไร้กังวล พวกเขาจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจราจร มีหน้าที่ที่จะรู้จักเส้นทางเป็นอย่างดี รู้ว่าใช้ถนนเส้นไหนจึงจะเดินทางได้โดยใช้เวลาสั้นที่สุด
พวกเขาไม่ได้มีหน้าที่จะรับรู้ว่า ผู้โดยสารต้องการเดินทางไปที่นี่เพื่อไปทำงาน เดินทางกลับบ้าน หรือจะไปช็อปปิ้ง พวกเขาไม่ได้มีหน้าที่จะซักถามหรือแอบฟังโทรศัพท์ผู้โดยสาร ไม่ว่าจะเรื่องใดๆ ก็ตาม ระดับที่แย่ๆ คือพวกเขาไม่มีหน้าที่ปฏิเสธผู้โดยสาร หรือไปทะเลาะเบาะแว้งกับคนใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่กำลังให้บริการอยู่
เมื่อไหร่หนอ เมืองไทยจะลุกขึ้นมาแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ จัดการจัดระเบียบเสียใหม่ คัดกรองแท็กซี่น้ำดีด้วยมาตรฐานที่สูงขึ้น ฝึกอบรมคนขับให้ได้คุณภาพที่ไม่ได้เป็นแค่แท็กซี่ในฝัน
เมื่อนั้น อยากจะคุยเรื่องขึ้นค่ามิเตอร์ขึ้นมา คงจะมีคนออกมาค้านน้อยลงมากเลย







