
จากชาราโปวา ถึงการปฏิรูปสื่อ
วันนี้ ผมเป็นมวยแทนคุณอรุณ ซึ่งติดภารกิจต้องเดินทางไปต่างประเทศ
โดย...พัฒนะพงศ์ จันทรานนทวงศ์
วันนี้ ผมเป็นมวยแทนคุณอรุณ ซึ่งติดภารกิจต้องเดินทางไปต่างประเทศ เลยอยากจะขอพูดถึงข่าวใหญ่ในวงการกีฬาโลก โดยเฉพาะเทนนิส เมื่อนางฟ้ามาเรีย ชาราโปวา ออกมายอมรับว่า เธอไม่ผ่านการตรวจสารกระตุ้นในการเข้าร่วมการแข่งขันออสเตรเลียน โอเพ่น ในช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา
ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตดังนี้ ข้อแรก คือ ก่อนที่ชาราโปวาจะออกมาแถลงข่าวเมื่อวันพุธ ไม่มีข่าวระแคะระคายเกี่ยวกับเรื่องที่เธอไม่ผ่านการตรวจโด๊ปเลย ก่อนจะเข้าฟังการแถลงข่าว นักข่าวต่างๆ ยังพากันเดาว่า ชาราโปวาอาจจะประกาศแขวนแร็กเกต เพราะอายุอานามของเธอก็ค่อนข้างมากสำหรับการเล่นเทนนิส คือเกือบจะ 29 ปีเต็มอยู่แล้ว ประกอบกับระยะหลังมีอาการบาดเจ็บ อย่างปีนี้ก็เพิ่งจะร่วมแข่งออสเตรเลียน โอเพ่น เพียงรายการเดียว และที่สำคัญเธอก็ร่ำรวยมหาศาลจากเงินรางวัลที่สะสมมา รายได้จากสปอนเซอร์ต่างๆ ซึ่งต่อให้เลิกเล่นไปแล้ว เธอก็จะยังเป็นขวัญใจของคนทั้งโลกต่อไปอีกนาน และเธอเองก็มีธุรกิจส่วนตัวที่ทำรายได้ดี
แต่พอถึงเวลาแถลงข่าว เธอกลับออกมาเปิดเผยด้วยตัวเองว่า เธอไม่ผ่านการตรวจโด๊ป พร้อมกับแถลงขอโทษวงการกีฬาเทนนิส ขอโทษแฟนๆ ของเธอที่เธอสร้างความเสื่อมเสีย
ที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกต ก็คือ ทั้งๆ ที่ยังไม่เป็นข่าวอะไรเลย ชาราโปวากลับยืดอกเปิดเผยความผิดของตัวเอง และทั้งๆ ที่เรื่องยังอยู่ในชั้นสอบสวน เธอก็ยอมรับผิด และขอโทษต่อวงการกีฬา และแฟนๆ
ข้อสังเกตประการที่สอง คือ ทันทีที่เป็นข่าว แม้จะยังอยู่ในช่วงสอบสวนหาข้อเท็จจริงให้แน่นแฟ้น แต่สปอนเซอร์หลักของชาราโปวาสามเจ้า คือ ไนกี้ นาฬิกาแท็ค ฮอยเออร์ และรถพอร์ช หรือที่คนไทยคุ้นเคยว่าปอร์เช่ ก็ประกาศระงับการสนับสนุนเธอ
ทันที
เหตุผลก็คือ การใช้สารกระตุ้นในวงการกีฬาเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นความไม่สุจริตในการทำหน้าที่ เอาเปรียบคู่ต่อสู้ และหลอกลวงคนดูที่เสียเงินซื้อบัตรมาชมการแข่งขัน รวมทั้งคนดูที่ชมการแข่งขันผ่านการถ่ายทอด
ในกรณีของชาราโปวา แม้เธอจะให้เหตุผลว่า ยาที่เธอใช้เป็นประจำตัวนี้ เพิ่งถูกประกาศให้อยู่ในบัญชีสารกระตุ้นโดยมีผลวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา และเป็นความผิดพลาดของเธอที่ไม่ได้ตรวจสอบอีเมลจากสหพันธ์เทนนิสโลกที่ส่งมาถึงนักกีฬาทุกคน เธอจึงรับประทานยาตัวนี้ก่อนลงแข่ง ซึ่งว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่รับฟังได้ แต่ชาราโปวาก็ไม่ได้ดื้อแพ่ง หรือแถว่าตัวเองไม่ผิด หรือคดียังไม่ถึงที่สุด แต่กลับยืดอกยอมรับผิดอย่างคนที่มี “จริยธรรม” ผมว่าคนทั้งโลกฟังแล้ว ก็ให้ความเห็นใจเธอ และยอมให้อภัยเธอ
ต่างกับกรณีที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ผมไม่อยากเท้าความให้ยาว เพราะเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงจะนึกออกว่ากรณีไหน เพียงแต่อยากให้ท่านผู้อ่านลองเปรียบเทียบกรณีทั้งสองที่เกิดขึ้น ทั้งในแง่ของความรับผิดชอบของคนที่ตกเป็นผู้ต้องหา กับความรับผิดชอบของบรรดาสปอนเซอร์
อันที่จริงในกรณีที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ผมมองว่า ทางองค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบรรดาองค์กรวิชาชีพสื่อ พลาดโอกาสไปอย่างแรงในการที่จะใช้กรณีนี้ ช่วยปฏิรูปสื่อให้ดีขึ้นกว่าในปัจจุบัน
ผมอยากจะกล่าวว่า สื่อหลายสื่อในบ้านเรามีส่วนในการส่งเสริมการกระทำที่ผิดจริยธรรม หรือผิดศีลธรรม
ผมเคยอ่านเจอในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ที่นำเสนอเรื่องราวของคุณปู ไปรยา ว่า เธอมีจิตสาธารณะ ยามว่างก็จะไปช่วยเหลือเด็กๆ ด้อยโอกาส แต่สื่อบ้านเรากลับไม่เคยนำเสนอเรื่องของคุณปูในลักษณะนี้มาก่อน แต่กลับมีแต่ภาพที่คุณปูถ่ายเซ็กซี่ หรือเรื่องราวความรักของเธอ ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัว
ในหลายๆ ปีที่ผ่านมา หากดาราหรือนักร้องคนใด ไม่ค่อยจะมีงานให้ทำ ก็จะใช้วิธีสร้างเรื่องอื้อฉาว เป็นต้นว่า ไปถ่ายแบบประเภทวาบหวิว หรือแย่งสามีหรือภรรยาคนอื่น หรือสร้างเรื่องเป็นแฟนกับคนนั้นคนนี้ แม้กระทำการทำผิดคิดชั่วอื่นๆ ประเภททอดทิ้งบุพการี หรือลูกเมีย จากนั้นสื่อก็ให้ความสนใจนำเสนอเป็นข่าวขึ้นมา หลังจากนั้นงานก็จะไหลมาเทมาหาดาราหรือนักร้องคนนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานละคร งาน
อีเวนต์ หรืองานโชว์ตัวต่างๆ
เวลาที่ดูหรืออ่านข่าวบันเทิงในสื่อต่างๆ นักข่าวสายนี้ก็จะเจาะถามกันแต่เรื่องพรรค์นี้ ไม่เคย (หรือหาน้อยมาก) ที่จะมีคำถามที่สร้างสรรค์ หรือเป็นประโยชน์ต่อสังคมบ้าง
คนในแวดวงบันเทิง เป็นคนที่มีอิทธิพลสูง โดยเฉพาะต่อเยาวชนและวัยรุ่น เมื่อเยาวชนบ้านเราได้รับทราบว่า การทำตัวให้ “ฉาว” แล้วกลายเป็นคนดัง ก็จะพากันเลียนแบบ สังคมจึงเสื่อมทรามไปเรื่อย
ดังนั้น ผมจึงมองว่า องค์กรสื่อพลาดโอกาสสำคัญไป คือ การเรียกร้องให้นักเล่าข่าวคนดัง คำนึงถึงจริยธรรม ผมว่าองค์กรสื่อน่าจะขยายผลไปถึงการคำนึงถึงจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมของสื่อต่างๆ ด้วย
การนำเอาพฤติกรรมอื้อฉาว ผิดกฎหมาย หรือผิดศีลธรรม มานำเสนออย่างครึกโครม เพียงเพราะว่าช่วยให้ “ขายได้” ก็เท่ากับส่งเสริมการกระทำเหล่านั้น ซึ่งในความเห็นของผมก็มองว่าเป็นการขาด “จริยธรรม” ในการประกอบวิชาชีพสื่อเช่นกัน
ถ้าสื่อปฏิรูปตัวเอง ยุติการนำเสนอพฤติกรรมเหล่านี้ และหันมาส่งเสริมการกระทำเพื่อสังคม เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็กและเยาวชน บรรดาคนในแวดวงบันเทิงก็จะยุติการกระทำไร้สาระ ผิดศีลธรรม เนื่องจากทำแล้วไม่เป็นข่าว และหันมาทำความดีแทน (แม้ว่าจะเพื่อเป็นข่าวก็ตาม) สังคมไทยก็น่าจะดีขึ้นบ้าง
ผมคงไม่ได้มองโลก แบบคนโลกสวยนะครับ
เขียนแทนโดย : พัฒนะพงศ์ จันทรานนทวงศ์







