
การไหลบ่าของนักท่องเที่ยวและพหุสังคมแบบฉาบฉวย
เห็นทีจะนำสุภาษิต เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม มาใช้กับคนไทยในยุคนี้สมัยนี้ไม่ได้แล้ว
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์
เห็นทีจะนำสุภาษิต เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม มาใช้กับคนไทยในยุคนี้สมัยนี้ไม่ได้แล้ว
ทุกวันนี้ไม่ว่าเดินทางไปเมืองไหนๆ ของโลกก็มักจะเจอหน้านักท่องเที่ยวชาวไทย เมื่อไปกันมาก เจอกันแทบทุกที่ ทำให้ตัวตน “ความเป็นไทย” ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในอย่างเปราะบางมักหลุดล่อนออกมาโดยไม่ได้ตั้งตัว
นักท่องเที่ยวไทยจึงตกเป็นเป้าในจำนวนหลายชาติที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมในทางเสื่อมเสีย
เหตุงามหน้าไม่ได้ปรากฏขึ้นเฉพาะที่เมืองนอก เมื่อเร็วๆ นี้มนุษย์เซลฟี่ชาวกรุงได้ช่วยกันกระหน่ำย่ำเหยียบทุ่งหญ้าคาย่านเกษตร-นวมินทร์ กทม. รวมทั้งได้ทิ้งขยะไว้เกลื่อนกลาดโชว์ความมักง่ายแบบไทยๆ ในยุคสมัยเสรีภาพเบ่งบาน
สำหรับในเมืองนอก ความฉาวโฉ่ไปเกิดอยู่ในดินแดนปลาดิบมากกว่าเมืองอื่น เพราะในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2558 องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือเจเอ็นทีโอ รายงานว่ามีคนไทยไปเยือนญี่ปุ่นแล้วมากกว่า 5 แสนคน และเป็นชาติที่ไปเยือนมากเป็นอันดับ 5
ด้วยญี่ปุ่นต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะถดถอย จึงมีโปรโมชั่น การท่องเที่ยวราคาถูกดึงดูดนักท่องเที่ยวไปเยือนอย่างต่อเนื่อง
แต่ด้วยพฤติกรรมไม่พึงประสงค์และมีความขัดแย้งกับวิถีซามูไรขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา สำนักข่าวโทรทัศน์เอ็นเอชเค รายงานว่า ชาวญี่ปุ่นถึงกับต้องปิดป้ายประกาศขอความร่วมมือจากนักท่องเที่ยวไว้ทั่วเมือง อาทิ ป้ายห้ามทิ้งขยะเรี่ยราด ห้ามใช้ไม้เซลฟี่ในบริเวณผู้คนพลุกพล่าน ห้ามส่งเสียงดังในเวลากลางคืน ฯลฯ
อีกกรณีฟังแล้วถึงกับอึ้ง สื่อญี่ปุ่นออกข่าวว่า เจ้าของพื้นที่ซึ่งมี “ต้นไม้แห่งปรัชญา” หรือ Tree of philosophy ที่ฮอกไกโด ยอมตัดใจโค่นต้นไม้ซึ่งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางทุ่งที่เมืองบิเอะทิ้ง เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้นักท่องเที่ยวแห่เข้าไปเหยียบย่ำแปลงผักในบริเวณนั้นจนเสียหาย ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ว่า รวมถึงพี่ไทยด้วย
ที่สาหัสกว่าต้องยกให้ชาวจีน หลายปีมานี้แม้คนบ้านเราจะเบ้ปากเมื่อเจอนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งมีพฤติกรรมพูดจาโหวกเหวกเสียงดัง ใช้ห้องน้ำห้องท่าเรี่ยราดไม่กดชักโครก แซงคิวและเบียดแย่งที่นั่งบนรถโดยสาร ตลอดจนการขากถุยถ่มน้ำลายในที่สาธารณะ ฯลฯ
ทว่า พฤติกรรมเหล่านี้ก็ไปปรากฏอยู่ตามแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของญี่ปุ่นไม่แตกต่างกัน ถ้าชาวญี่ปุ่นให้คะแนนระดับความยอดแย่ ด้วยปริมาณคนจีนเข้าไปเที่ยวญี่ปุ่นมากที่สุด ชาวไทยอาจจะถูกกล่าวหาอยู่ในอันดับท้ายๆ
อย่างไรก็ดี ผลพวงความอื้อฉาวของนักท่องเที่ยวเหล่านี้ หากเปรียบเทียบผลกระทบระหว่างไทยและญี่ปุ่นแล้ว มีความเหมือนและความต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ในแง่ความเหมือนทั้งไทยและญี่ปุ่นเป็นประเทศที่กำลังเผชิญภาวะซบเซาของเศรษฐกิจ จะต่างกันก็ในแง่ระดับความรุนแรงและระยะเวลา ทั้งสองประเทศจึงพยายามเชื้อเชิญนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเยือนจำนวนมากๆ
ในแง่ความแตกต่าง บ้านเรามีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่าญี่ปุ่นมาก ฉะนั้นการได้นักท่องเที่ยวจีนมาจับจ่ายใช้สอยเฉลี่ยคนละ 5,748 บาท เข้ามากันปีละประมาณ 8-9 ล้านคน ในฐานะเจ้าของบ้าน แม้ต้องหงุดหงิดใจอยู่บ้าง แต่ถือว่านักท่องเที่ยวจีนสามารถช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวได้มาก
แต่เมื่อเทียบกับปริมาณต่างชาติที่เดินทางไปญี่ปุ่น ซึ่งสำนักข่าวเกียวโด รายงานว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2558 มีชาวต่างชาติไปเยือนญี่ปุ่นกว่า 13.41 ล้านคน เป็นชาวจีนเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 3.35 ล้านคน ตามมาด้วยเกาหลีใต้ และไต้หวัน ลดหลั่นกันไปรวมถึงคนไทย
แต่ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นตามความต้องการของรัฐบาลญี่ปุ่น ก็ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจดินแดนอาทิตย์อุทัยฟื้นขึ้นทวงเจ้าแห่งภูมิภาคได้ เนื่องจากญี่ปุ่นมีการชะลอการลงทุนในประเทศ การบริโภคภายในก็ลดลง
สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ทำให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบจำเป็นต้องดึงรายได้จากภายนอก ขณะเดียวกันเป็นผลสืบเนื่องมาจากอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้พลเมืองที่มีฐานะดีขึ้นต่างก็อยากเดินทางออกไปดูโลกภายนอกกันมากขึ้น
โดยเฉพาะภายหลังจีนก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก พบว่าในปี 2555 จีนเป็นชาติที่เดินทางไปท่องเที่ยวทั่วโลกมากที่สุดกว่า 80 ล้านคน แต่ไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการว่า พวกเขาไปก่อวีรกรรมตกเป็นขี้ปากชาวบ้านไว้มากน้อยแค่ไหน
อย่างไรก็ดี หากมองในมุมเศรษฐศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้อาจไม่ใช่เรื่องน่าประหลาด เมื่อคนมีกินมีใช้ย่อมแสวงหาการบริโภคส่วนเกิน อยากสัมผัสรสชาติชีวิตยังสถานที่แห่งใหม่ แต่ก็ไปก่อปัญหาในเชิงสังคมขึ้น
ใช่หรือไม่ว่าการไหล่บ่าของนักท่องเที่ยวไปทั่วทุกสารทิศ คือพหุสังคมแบบฉาบฉวยที่พร้อมจะปล่อยเปลือยตัวตนโดยไม่ต้องมีจารีตใดยึดถือ
หากไม่โกหกตัวเองกันจนเกินไป เราก็ไม่ได้เป็นชาติที่ยึดมั่นในวัฒนธรรมอันดีกว่าพฤติกรรมมือถือสากปากถือศีล พลเมืองจีนยิ่งมีความหลากหลายทางเชื้อชาติมากกว่า และอยู่ภายใต้การปกครองที่ถูกปิดกั้นเสรีภาพ ปิดกั้นการสื่อสาร รอยต่อในระยะเปลี่ยนผ่านย่อมมีร่องรอยความน่ารังเกียจอยู่บ้าง อันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ อยู่ที่ชนชาติใดจะยอมรับและปรับตัวได้มากกว่ากัน







