
การเมืองระหว่างประเทศของ ‘การท่องเที่ยว’
การท่องเที่ยวถือเป็นกิจกรรมที่ทุกประเทศให้ความสำคัญมาก
โดย...ทศพล ทรรศนกุลพันธ์
การท่องเที่ยวถือเป็นกิจกรรมที่ทุกประเทศให้ความสำคัญมาก จนบรรษัทข้อมูลอย่าง Statista และองค์การท่องเที่ยวระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ ออกรายงานทุกปี สรุปง่ายๆ คือ
1.ตัวเลขการท่องเที่ยวทั่วโลกสูงขึ้น 9% (ที่บอกเศรษฐกิจแย่ ไม่เที่ยว ไม่จริง) 2.คนจีนออกไปเที่ยวและใช้จ่ายเป็นอันดับ 1 แต่ยังไงก็ยังไม่เยอะกว่าประเทศอื่นๆ รวมกัน เช่น จีนน้อยกว่า US+UK
3.ภาษาที่สำคัญในการรับนักท่องเที่ยว คือ อังกฤษ เพราะ US+UK+Australia+India+อื่นๆ ก็ยังมีเยอะสุด 4.ภาษาจีนมาแรง แต่ที่เราลืมคือ เยอรมัน (คนรวย) สเปน (คนเยอะรวมละตินอเมริกา) รัสเซีย (มีบางมหาวิทยาลัยเอาจริงแล้ว) 5.ไทย มีคนมาเยอะมาก แต่ใช้จ่ายน้อยมาก (ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับค่าครองชีพไหม)
6.สหรัฐเป็นประเทศที่ทำให้คนใช้จ่ายได้มากสุด (ค่าเดินทางแพง?) 7.ลอนดอนเป็นเมืองที่ทำให้ใช้จ่ายต่อหัวมากสุด (ล้อไปกับค่าครองชีพ) 8.ฝรั่งเศส (ปารีส) คนมาเที่ยวเยอะสุด แต่ใช้เงินไม่มาก ทั้งที่ค่าครองชีพก็แพง
9.สเปนมีคนมาเที่ยวเยอะเป็นอันดับ 3 แต่ใช้จ่ายมากเป็นอันดับ 2 อันนี้น่าสนใจศึกษา เช่น แคว้นอันดาลูเซีย คาตาลุนญ่า บาสก์ กาลีเซียง 10.เมืองบาร์เซโลนาติดท็อปในการดูดเงินนักท่องเที่ยวทั้งที่คนเที่ยวไม่มากนัก ตรงข้ามกับกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ที่คนเที่ยวมากแต่ใช้เงินน้อย
นโยบายเกี่ยวกับคนต่างด้าวเป็นตัวชี้ว่านักท่องเที่ยวจะมาเยอะไหม และเงินจะไหลเข้ารัฐ/เอกชนของประเทศนั้นเยอะรึเปล่า?
ตามกฎหมายไทย คนต่างด้าวซื้อได้แค่คอนโด แต่ที่เห็นคือลามมารีสอร์ท บ้าน ทั้งที่ไม่มีคู่สมรสไทยด้วย ขณะเดียวกัน กฎหมายการทำงานคนต่างด้าวก็สงวนหลายอาชีพไว้
ก็ไม่แน่ใจว่าทำไมทัวร์ต่างด้าวถึงจัดการแบบครบวงจร เงินไม่ไหลสู่คนท้องถิ่นได้
เรื่องครอบครองทรัพย์นี่จะเชื่อมกับทัวร์ศูนย์เหรียญที่กำลังอื้อฉาว เพราะมีข้อมูลว่าคนต่างด้าวเข้ามาทำทัวร์ครบวงจรได้เพราะเป็นเจ้าของที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้า พาหนะ โดยมี “ตัวแทนเชิด”
ความตึงเครียดที่คนไทยมีต่อคนต่างด้าว จึงยืนอยู่บนความเสี่ยง เสี่ยงว่าจะเสียผลประโยชน์จากการท่องเที่ยว และเสี่ยงต้องรองรับผล
กระทบ คำถามคือ เราจะรับความเสี่ยงล่วงหน้าได้ไหม? เพราะปล่อยไปกระแสต่อต้านคนต่างด้าวจะแรงจนทำอะไรไม่ทัน เหมือนประเทศอื่นที่คนท้องถิ่นไปด่าเขา จนนักท่องเที่ยวแบนกลับ กระทั่งการท่องเที่ยวประเทศนั้นพัง! คงต้องลองสำรวจระบบกฎหมายการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ เพื่อปรับกระบวนรับ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
หากออกกฎหมายจะเป็นการกีดกันไม่เหมาะสม ก็เลี่ยงได้โดยต้องบังคับเป็นการทั่วไป ไม่เลือกปฏิบัติในทางลบต่อสัญชาติใดเป็นพิเศษ แต่ตอนนี้เงื่อนไขที่ไทยให้ประเทศอื่นมันไม่ต่างตอบแทน คือ เราบุกเข้าฝั่งเขายาก แต่เปิดอ้าให้เขาง่ายๆ ดูรัฐบาลไทยกระเสือกกระสนอย่างสิ้นหวัง
ปัญหาคือ ทำไมไทยไม่ใช่จุดหมายของคนทั่วโลกอีกต่อไป? แล้วทำไมมีเพียงบางประเทศที่มาเยอะ นักท่องเที่ยวจ่ายหนักๆ ไปไหนหมด? คำตอบคือต้องไปดู “อันดับสถานที่ท่องเที่ยวมีความปลอดภัยสูง” เพราะคนรวยคิดเยอะเรื่องนี้
ธุรกิจท่องเที่ยวบอกว่าบางประเทศมีนโยบายไม่สนับสนุนพลเมืองไปเที่ยวในประเทศที่ไม่มีความปลอดภัยทางการเมือง บางสายการบินก็ไม่บิน อีกสาเหตุหนึ่งคือ ประกันการเดินทางที่จะไม่ครอบคลุมพื้นที่กฎอัยการศึก แม้ตอนหลังเลิกแล้วไปใช้มาตรา 44 แทน แต่ใน Rank Safe Country ยังไม่ปลดเพราะถือว่ายังอยู่ในชะเงื้อมระบอบเผด็จการทหาร ฉะนั้นจะแก้ปัญหาระยะสั้นยังไง ผมคงไม่อาจไปบังคับท่านได้
ส่วนระยะยาวต้องปรับกระบวนทั้งระบบโดยยืนอยู่บนฐานความชอบธรรมทางกฎหมาย เริ่มจากกฎหมายเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่เป็นหลักและใช้ร่วมกันทั่วโลก เห็นจะเป็น GATS ว่าด้วยการค้าบริการในหมวดธุรกิจบริการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ขนส่ง ฯลฯ ซึ่งการเปิดประเทศมิได้หมายถึงการเปิดหมด เปิดทันที โดยรัฐไม่มีสิทธิขัดขืนต้านทานใดๆ เนื่องจากรัฐสามารถ “ออกแบบได้” ว่าจะเปิดธุรกิจหมวดไหน หมวดย่อยอะไร ลึกแค่ไหน กว้างแค่ไหน เมื่อไหร่ ละเอียดมาก
หลัก Right to Regulate อนุญาตให้รัฐใช้สิทธิออกกฎหมายภายในโดยไม่ขัดกับข้อตกลงระหว่างประเทศที่เคยได้ให้ไว้กับสมาชิก WTO ทั้งหลาย เอาง่ายๆ แค่ธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างเดียว ก็ต้องมาออกแบบแล้วว่าจะเปิดอะไรบ้าง
นั่นหมายความว่าการคิดแต่จะ “เปิด” โดยที่ไม่มีการออกแบบ กลไกรองรับใดๆ ทั้งสิ้น ถือเป็นความประมาทอย่างถึงที่สุด มิใช่แค่ปล่อยให้คนท้องถิ่น ผู้ประกอบการท้องถิ่น ต้องเผชิญกับสถานการณ์ไปตามยถากรรม แต่ยังทำให้นักท่องเที่ยวเสี่ยงภัยสารพัดรูปแบบไปด้วย!
เมื่อเกิดปัญหากระทบกระทั่งกันไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใด หากไม่มีกลไกในการประกันภัยล่วงหน้า หรือการระงับข้อพิพาทที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายพอยอมรับได้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความโกรธแค้นชิงชัง ฝังหุ่น!
หากคนท้องถิ่นแค้นก็เอาไปเล่าในวงของตน เมื่อไปบวกกับเรื่องอื่นๆ ก็จะเกิด “เครือข่ายเรื่องเล่าแห่งความเกลียดชัง” นำไปสู่การเหยียดหยามเชื้อชาติแบบเหมารวมต่อนักท่องเที่ยว
ดังนั้น การออกแบบกลไกตั้งแต่ขออนุญาต ผ่านด่าน ติดตามคน/พาหนะที่ข้ามเมือง ไปจนถึงป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า เพื่อระวังความบาดหมางที่อาจแทนที่ “ความรู้สึกดีๆ ที่มีให้แก่กัน” จึงสำคัญมาก
เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมสำคัญอันดับต้นๆ ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยามสันติ เพราะมันทำให้คนกับคนได้เจอกันอย่างถึงเนื้อถึงหนัง หากไม่รีบออกกฎไว้ก่อน ต่อมาจะมาออกกฎสร้างอุปสรรคหรือข้อกีดกันอะไร ก็ทำไม่ได้นะครับ เพราะ Right to Regulate นี่ห้ามใช้สิทธิออกกฎหมายสร้างอุปสรรคเพิ่มเติมจากเดิมที่เคยให้ไว้ ณ วันเปิดประเทศในธุรกิจนั้นๆ
ผู้มีส่วนได้เสียทั้งหลาย ประมวลสิ่งที่อยากได้อยากเห็น แล้วผลักดันเป็นกฎหมาย ดีกว่าการบ่น ด่า ที่จะสร้างปัญหามุมกลับ กลายเป็นการล่มสลายของตัวเองจะดีกว่าครับ
ถ้าเราเชื่อว่าโครงสร้างของสังคมมีผลต่อพฤติกรรมคนนะครับ







