
กองทุนคุ้มครอง เงินฝาก (3)
โดย...อิสร์กุล อุณหเกตุ
โดย...อิสร์กุล อุณหเกตุ
พระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 (พระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ฯ) มีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐบาลในการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่กู้มา เพื่อชดเชยความเสียหายให้แก่กองทุนฯ โดยกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินเข้าบัญชีกองทุนฯ เพื่อให้
กองทุนฯ นำไปใช้ชำระคืนหนี้เงินกู้ที่เกิดขึ้นจากการออกพันธบัตรกู้เงินเพื่อชดเชยความเสียหายให้กับกองทุนฯ ในช่วงปี 2541-2545
การเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินตามพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ฯ ที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้มีการเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงิน 2 ส่วน ได้แก่ (1) การเรียกเก็บเงินเพื่อเข้าบัญชีกองทุนฯ และ (2) การเรียกเก็บเงินเพื่อเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝากตามพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551
ทั้งนี้ พระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ กำหนดการเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินทั้งสองส่วนรวมกัน ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 1 ต่อปีของยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับการคุ้มครองภายหลังจากการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับดังกล่าวในเดือน พ.ค. 2555 ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงออกประกาศกำหนดให้สถาบันการเงินนำส่งเงินอัตราร้อยละ 0.46 ต่อปีของเงินฝากถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับการคุ้มครองเพื่อเข้าบัญชีกองทุนฯ
ต่อมาในเดือน มิ.ย. 2555 กระทรวงการคลังจึงเสนอให้ออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อกำหนดอัตราการนำส่งเงินของสถาบันการเงินเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝากเสียใหม่ โดยลดลงจากเดิมที่อัตราร้อยละ 0.4 ต่อปีของยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับการคุ้มครอง 13 เหลือร้อยละ 0.01 ต่อปี รวมเงินทั้งหมดที่เรียกเก็บจากสถาบันการเงินเท่ากับร้อยละ 0.47 ต่อปีของยอดเงินฝากถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับการคุ้มครอง
4.2 การจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินเมื่อสถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต พระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 กำหนดว่า เมื่อสถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต ให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินตามจำนวนเงินที่ได้รับความคุ้มครอง
ทั้งนี้ ในบทเฉพาะกาลกำหนดให้จำนวนเงินที่ได้รับความคุ้มครองจะค่อยๆ ลดลง จากการคุ้มครองเต็มจำนวนตามที่ปรากฏในบัญชี จนเหลือไม่เกิน 1 ล้านบาท ตั้งแต่ปีที่ 5 นับจากพระราชบัญญัติเริ่มมีผลบังคับใช้
อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินที่ได้รับความคุ้มครองนี้ ถูกแก้ไขโดยพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับในปี 2552 และ 2555 โดยให้เหตุผลว่าจะเป็นการส่งเสริมเสถียรภาพของระบบการเงินและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ฝากเงิน การแก้ไขจำนวนเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองดังกล่าว ทำให้ปัจจุบัน (ม.ค. 2558) จำนวนเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองยังคงอยู่ที่ไม่เกิน 25 ล้านบาท แทนที่จะเป็นไม่เกิน 1 ล้านบาท ตามที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล
การเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินเอกชนเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝาก และกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ทำให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมีความได้เปรียบบางประการในการแข่งขันกับสถาบันการเงินเอกชน เนื่องจากมีต้นทุนในการระดมเงินฝากจากประชาชนต่ำกว่า ความได้เปรียบดังกล่าวสะท้อนออกมาในรูปของอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งสถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากได้สูงกว่าธนาคารพาณิชย์
ด้วยเหตุผลดังกล่าว กระทรวงการคลังจึงได้ยกร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พ.ศ. ... ขึ้น เพื่อให้อำนาจกระทรวงการคลังในการเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจในลักษณะเดียวกันกับที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินเอกชน
5.สาระสำคัญของพระราชบัญญัติ คณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รับหลักการร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พ.ศ. ... ครั้งแรกเมื่อเดือน เม.ย. 2555 และเตรียมบรรจุเข้าเป็นวาระการพิจารณาในรัฐสภาเมื่อเดือน พ.ย. 2556
อย่างไรก็ตาม ร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวตกไปภายหลังการเปลี่ยนรัฐบาล เนื่องจากการรัฐประหารในช่วงกลางปี 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงได้เสนอร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้งในคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเดือน ก.ย. 2557 และเริ่มพิจารณาวาระแรกในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อต้นเดือน พ.ย. 2557 และผ่านการพิจารณาครบทั้งสามวาระเมื่อเดือน ม.ค. 2558 ก่อนจะประกาศใช้เป็นพระราชบัญญัติเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2558 ที่ผ่านมา
สาระสำคัญของพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พ.ศ. 2558 แบ่งออกได้เป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจและคณะกรรมการ (2) สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติ (3) การนำส่งเงินเข้ากองทุน และ (4) การจ่ายเงินกองทุน
5.1 กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจและคณะกรรมการ มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พ.ศ. 2558 กำหนดให้จัดตั้งกองทุนขึ้นในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อ (1) ใช้สำหรับการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้มั่นคงและมีเสถียรภาพ (2) ช่วยเหลือหรือสนับสนุนทางการเงินแก่สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และ (3) เสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทางการเงินของประเทศ มาตรา 9 กำหนดให้มีคณะกรรมการกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพื่อทำหน้าที่ดูแลการใช้จ่ายเงินกองทุน รวมถึงการกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
คณะกรรมการทั้ง 8 คน ซึ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่งทั้งหมด ประกอบด้วย
(1) ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ
(2) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ
(3) ผู้อำนวยการ สศค. เป็นกรรมการและเลขานุการ







