posttoday
กระตุ้นการคลังจีน ทางสองแพร่งที่ไม่ทำไม่ได้

กระตุ้นการคลังจีน ทางสองแพร่งที่ไม่ทำไม่ได้

09 มีนาคม 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

การประชุมใหญ่ของสภาประชาชนแห่งชาติจีน (เอ็นพีซี) และสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีน ในปีนี้นับว่าเป็นครั้งที่ได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิดจากทั่วโลก เนื่องจากมีการเปิดเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือแผน 5 ปี ฉบับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง สู่สภาอย่างเป็นทางการครั้งแรก พร้อมประกาศแผนกรอบนโยบายอื่นๆ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ในปีที่จีนกำลังเผชิญกับความท้าทายมากที่สุดครั้งหนึ่ง

การปรับลดเป้าหมายผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือเป้าจีดีพี 5 ปีหลังจากนี้เป็น 6.5% จากแผนฉบับก่อนที่ 7% ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย และไม่ได้ต่างจากที่จีนทยอยเปิดเผยออกมาเบื้องต้นตั้งแต่ปลายปีก่อน ซึ่งปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าจีนอย่างหนักมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้หลายฝ่ายลดความสนใจไปที่จีดีพีลง

ทว่า สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษก็คือ การตั้งงบประมาณขาดดุลของจีน ที่จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงเศรษฐกิจในระยะสั้นหลังจากนี้มากกว่า

แม้ว่าจีนจะประกาศตั้งเป้าการขาดดุลงบประมาณในปีงบประมาณ 2016 ไว้สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1979 ที่ 3% ต่อจีดีพี หรือสูงขึ้นจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 2.3% เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตได้ช้าที่สุดในรอบ 25 ปี  แต่ในสายของนักวิเคราะห์หลายฝ่ายแล้ว ตัวเลขนี้ทั้งนับว่าน่าผิดหวังจากตัวเลขคาดการณ์ที่ประมาณ 3-3.5%  และยังสะท้อนถึงปัญหาที่ทำให้จีนตกอยู่ในภาวะทางสองแพร่ง

นั่นก็คือความยืดหยุ่นต่อการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มลดลง ทว่าหากจะไม่ใช้ก็ไม่ได้อีกเช่นกัน

นักวิเคราะห์จากหลายสำนัก เช่น ยูบีเอส มองว่าจีนรู้ดีว่าลำพังการตั้งงบขาดดุลเพิ่มขึ้นเพียง 3% ของจีดีพีนั้น ไม่อาจช่วยพยุงให้เศรษฐกิจโตได้ตามกรอบเป้าหมาย 5 ปี ที่ระดับ 6.5-7% เพราะเท่ากับต้องกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ได้ 15-16% ซึ่งต้องตั้งงบขาดดุลเพิ่มขึ้นราว 1.5% ของจีดีพี

การที่พี่ใหญ่อย่างจีนไม่อาจแสดงความใจถึงออกมาในการประชุมใหญ่ครั้งนี้ จึงถูกตีความได้ว่า จีนเองไม่อยู่ในภาวะที่จะแสดงความหน้าใหญ่ใจถึงเหมือนในอดีตที่ผ่านมาได้

ประการแแรก การตั้งงบขาดดุลสูงเพื่อเปิดทางใช้นโยบายการคลังเข้ากระตุ้นเศรษฐกิจนั้น จะส่งผลกระทบทันทีต่อปัญหา "หนี้" ของจีน ที่กำลังเป็นหนึ่งในระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่สุดของจีนในขณะนี้ ซ้ำเติมทั้งหนี้สินของภาครัฐที่มาจากรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงหนี้สินของภาคเอกชนที่มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้มากขึ้นเช่นกัน ซึ่งปัญหานี้ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้จีนถูกลดแนวโน้มอันดับเครดิตจากมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

การตั้งงบขาดดุลที่เพิ่มขึ้น 0.7% ล่าสุด คาดว่าจะทำให้หนี้ของจีนพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 258% ต่อจีดีพีในปีนี้ จากระดับ 247% ต่อจีดีพีเมื่อปีที่แล้ว โดยคาดว่าเป็นงบขาดดุลที่ครอบคลุมการลดภาษีและอากรสำหรับภาคธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เงินมากกว่า 5 แสนล้านหยวน (ราว 2.72 ล้านล้านบาท) ในปีนี้

ความเสี่ยงอีกประการหนึ่งของการเร่งอัดงบการคลังก็คือ อาจขัดขวางความพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนที่กำลังดำเนินอยู่ โดยอาจทำให้จีนตัดสินใจชะลอการปฏิรูปบางอย่างออกไปก่อน และหันไปมุ่งปั้นตัวเลขแทน ซึ่งจะทำให้จีนกลับไปสู่สูตรเดิมเหมือนที่เคยเป็นมาก็คือ ประสบความสำเร็จในแง่ตัวเลข แต่กลับแฝงไปด้วยปัญหาในเชิงโครงสร้าง ซึ่งจะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศตามมาในระยะกลางและระยะยาว 

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากปัญหาหลายด้านที่รุมเร้าจีนอยู่ในขณะนี้แล้ว อาจทำให้จีนไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากต้องตัดสินใจทยอยใช้มาตรการทางการคลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตัวเลขการส่งออกของจีนในสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ล่าสุด เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงไปแล้วถึง 25.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการลดลงแรงที่สุดในรอบเกือบ 7 ปี นับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2009 โดยการส่งออกไปยังคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐ เยอรมนี ฮ่องกง ญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)  ร่วงมากกว่า 20%

ขณะที่การนำเข้าซึ่งสะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีน รวมถึงการบริโภคภายในของประเทศซึ่งเป็นความหวังใหม่ที่จีนต้องการใช้การบริโภคและการบริการแซงหน้าการผลิตและส่งออกนั้น ก็อ่อนแรงลงหนักเช่นกัน โดยลดลง 13.8% เป็นตัวเลขนำเข้าที่ลดลงต่อเนื่องถึง 16 เดือน

ทั้งนี้ แม้ว่านักวิเคราะห์บางส่วนจะมองว่าตัวเลขเดือน ก.พ. ยังไม่อาจสะท้อนความจริงได้มากนัก เนื่องจากเป็นช่วงหยุดยาวในเทศกาลตรุษจีน และต้องรอดูภาพรวมของไตรมาสแรกก่อนจึงจะสามารถชี้วัดภาวะเศรษฐกิจของจีนได้ ทว่า เฟรเดอริก นิวมานน์ จากธนาคารเอชเอสบีซี มองว่าการร่วงลงแรงเช่นนี้หนักหนากว่าผลจากแค่การปิดโรงงาน 1 สัปดาห์ในช่วงตรุษจีนเพียงอย่างเดียว และยังสะท้อนถึงแรงซื้อของโลกที่ชะลอตัวลงด้วย

การปฏิรูปของจีนที่ตั้งเป้าหมายเปลี่ยนจากเศรษฐกิจบนการส่งออกไปยังเศรษฐกิจบนการบริโภคและการบริการในประเทศนั้น ไม่อาจเกิดขึ้นจริงได้เร็วภายใน 1-2 ปีนี้ หรือยังไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้เร็วพอในอัตราที่ทดแทนการผลิตและส่งออกได้

ดังนั้น ในภาวะที่การส่งออก-นำเข้าของจีนย่ำแย่หนัก การลงทุนซบเซา และยังถูกซ้ำเติมจากตลาดทุนที่ผันผวน การโจมตีค่าเงินหยวน และภาวะทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนลดลงอย่างฮวบฮาบตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา ทำให้จีนอาจต้องยอมก้าวไปบนทางสองแพร่งที่เต็มไปด้วยหนาม เพื่อพยุงสถานการณ์เฉพาะหน้าก่อน

แม้การอัดฉีดทางการคลังยุคใหม่ของจีนจะไม่น่าซ้ำรอยกับยุคของประธานาธิบดี หูจิ่นเทา ที่ประกาศยิ่งใหญ่ในคราวเดียว 4 ล้านล้านหยวน (ราว 21.7 ล้านล้านบาท) เพราะเป็นการเร่งใช้เงินอย่างไร้คุณภาพและทำให้เกิดปัญหาหมักหมมใหญ่ตามมา แต่ก็เป็นที่คาดกันว่าจีนไม่เหลือทางเลือกมากนัก นอกจากมาตรการทางการคลังโดยรัฐเป็นผู้นำการลงทุน ซึ่งเป็นสูตรการแก้ปัญหาเดียวกับที่ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งกำลังใช้กันอยู่ 

ตงเถา นักวิเคราะห์จากธนาคารเครดิตสวิส มีมุมมองในเรื่องนี้ด้วยว่า ยังไม่ควรถือเอากรอบและเป้าหมายต่างๆ ในที่ประชุมเอ็นพีซีเป็นสารัตถะวัดว่าจีนจะล่มหรือไม่ล่มกันมากนัก เพราะที่ผ่านมาในอดีตหลายครั้ง รัฐบาลจีนมักจะทำอะไรแซงตัวเลขที่ตั้งเป้าไว้ตลอด โดยตัวเลขการขาดดุลงบประมาณที่แท้จริงในปีที่แล้วอาจพุ่งไปอยู่ที่ 3.3% จากเป้าหมาย 2.3% และมีแนวโน้มสูงว่าการขาดดุลงบประมาณในปีนี้จะทะลุไปที่ 3.5% หรืออาจไปไกลถึง 4% หากจำเป็น ก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง