
'เงินสั่งมา' ไม่น่าแบน!
โดย...อานิก อัมระนันทน์
โดย...อานิก อัมระนันทน์
เนื้อเพลง “เงินสั่งมา” ที่มีข่าวว่าถูกเซ็นเซอร์ห้ามออกโทรทัศน์ เป็นดังนี้
“เงินใช่ไหมทำให้คนจนขื่นขม เงินใช่ไหมทำให้สังคมแตกต่ำ เงินใช่ไหมทำให้คนลืมศีลธรรม หน้าด้านหน้าดำเพราะเงินนี้หนอ เงินใช่ไหมทำให้ใจคนโหดร้าย เงินใช่ไหมทำให้ลูกมันฆ่าพ่อ เงินใช่ไหมทำให้เพื่อนฝูงแตกคอ มีเงินมาล่อรูปหล่อยังแพ้ขอทาน เงินจ้างผีให้โม่แป้งได้ เงินเป็นนายของคนทั่วย่าน เงินมาผ้าหลุดความบริสุทธิ์แหลกลาญ ทรมานเพราะคำถากถาง
เงินใช่ไหมทำให้โลกเราสับสน คือเหตุผลทำคนให้มีช่องว่าง บวชเป็นพระแล้วท่านไม่ยอมปล่อยวาง ปลูกต้นสตางค์ไว้บนแผ่นหลังญาติโยม”
2 วรรคสุดท้ายเป็นสาเหตุที่ถูก “แบน” แต่ดิฉันกลับเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งผู้ประพันธ์คือ คุณชลธี ธารทอง แต่งได้อย่างเฉียบคม สมกับที่เป็นศิลปินแห่งชาติ เนื้อเพลงอาจจะพูดเหมือนกับว่าเงินคือปัญหา ทว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่ทัศนะต่อเงิน ความโลภอยากได้เงินเกินที่จำเป็น เกินความสามารถที่จะหาโดยสุจริต และการขาดความพอเพียง ทำให้คนกลายเป็นทาสของเงินจนเกิดปรากฏการณ์ข้างต้น
ความโลภทางวัตถุนั้นรวมศูนย์อยู่ที่เงิน และโลภมากขึ้นเป็นทวีคูณเพราะเงินเอื้อต่อความงอกงามของวัตถุนิยม
เงินเป็นสื่อกลาง หรือ Medium of Exchange ที่จะใช้ซื้อหาวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัย 4 หรือของอื่นๆ ถ้าเป็นยุคโบราณมากสินค้าต้องแลกเปลี่ยนกัน (Barter) เช่น แลกไก่ 5 ตัวได้หมู 1 ตัว แต่เมื่อมีเงินเป็นสื่อกลางย่อมแลกเปลี่ยนสะดวกขึ้น และทำให้สามารถซื้อหาวัตถุที่เป็นที่นิยมได้ง่ายขึ้นแม้ไม่มีความจำเป็น
เงินเป็นเครื่องมือสะสมความมั่งคั่ง หรือ Store of Value ถ้าชาวบ้านถวายข้าวปลาอาหารมากจนบริโภคในวัดไม่ไหว ท่านก็คงจะจ่ายแจกให้กับชาวบ้านที่ขาดแคลน แต่พอเป็นเงิน มันสามารถเก็บสะสมได้ ยิ่งมีระบบธนาคารก็ยิ่งเก็บสะดวก ผู้บวชเลยเก็บกันเป็นร้อยล้าน พันล้านก็มีในข่าว
เงินเป็นหน่วยวัดค่าของสินค้าและบริการ หรือ Unit of Account อำนวยความสะดวกในการทำบุญทำทาน และในพุทธพาณิชย์ บริจาคถึงขั้นหนึ่งจะได้จารึกชื่อไว้ “ทำบุญ” มากๆ จะได้ร่ำรวยในชาติหน้า ถ้าจ่ายมากพอก็ได้จองที่บนสวรรค์ชั้นนั้นเป็นเวลาเท่านี้โกฏิปี แต่ก็ไม่ยักมีราคาว่าจ่ายเท่าใดจะนิพพาน! เพราะผู้บวชคงรู้อยู่แก่ใจว่าเงินสั่งนิพพานหรือความดับทุกข์ไม่ได้
เงินเป็นสิ่งจำเป็นในระบบเศรษฐกิจของมนุษย์มานมนานแล้ว ไม่แปลกที่ปัญหา “เงินสั่งมา” จะเกิดขึ้นในสังคมของฆราวาส แต่ที่ไม่ควรเลยและน่าสลดใจยิ่งนักคือ การปรากฏในหมู่สงฆ์ ทั้งๆ ที่การบวชควรจะเป็นการปล่อยวางเรื่องทางโลกทั้งหมด
“ผู้บวช” คือคนที่ผ่านพิธีกรรมของการบวช แต่หากไม่ถือข้อวัตรปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็ไม่ถือว่าเป็น “นักบวช” และถ้า “ปลูกต้นสตางค์ไว้บนแผ่นหลังญาติโยม” ก็คงจะเรียกได้ว่าเป็น เดียรถีย์ หรืออลัชชี
สมณะต้องสมถะ ซึ่งถ้าปฏิบัติครบ 227 ข้อวัตรก็คงสมถะได้ แต่ผู้บวชจำนวนมากไม่ได้ทำ บางคนยังไม่ปล่อยวางในลาภวัตถุ ในยศ หรือเรื่องอื่น เช่น ไม่รักษาพรหมจรรย์ บางคนมีรถหรูนั่งยังไม่พอก็มีเพิ่มไว้ประดับดูเล่นด้วย ที่อยู่อาศัยแทนที่จะเป็นกุฏิง่ายๆ กลับกลายเป็นวัง บางทีวัตถุที่นิยมมีเหลือเฟือก็เลยต้องสะสมเป็นเงิน เงิน เงิน
ที่ผู้บวชรวยได้ขนาดนั้นก็เพราะมีประชาชนหลงคิดว่าผู้บวชเป็นนักบวชจึงเชื่อฟัง โดยเฉพาะการสอนในสิ่งที่สนองธรรมชาติของกิเลส ดังนั้นนอกจากผู้บวชเหล่านี้จะผิดกติกาแล้ว ยังไปลวงล่อประชาชนให้โลภบุญ หลงพุทธพาณิชย์ด้วย นับเป็นความเฉียบคมของผู้ประพันธ์เพลง “เงินสั่งมา” ที่บอกสังคมว่าผู้บวชเหล่านั้นเอาเปรียบประชาชน ตรงกับคำพังเพยที่ว่า ทำนาบนหลังคน
เพลงนี้แค่สะท้อนถึงสภาพความเป็นจริงในสังคม ถ้าจะตำหนิใคร ก็ไม่ใช่นักบวชหรือภิกษุสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่ตำหนิผู้บวชที่เข้ามาหากินกับศาสนา ดังนั้นจึงไม่น่าเป็นประเด็นที่จะถูกเซ็นเชอร์เลย
แต่กระนั้นก็ควรจะสะเทือนถึงคณะสงฆ์ด้วย โดยเฉพาะมหาเถรสมาคมที่มีหน้าที่ปกป้องศาสนา ไม่ใช่ปกปิดจุดอ่อนหรือความด่างพร้อย แต่ต้องแก้ไข ท่านต้องล้างบางผู้บวชที่ไม่เป็นนักบวชเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของศาสนา
คณะกรรมการเซ็นเซอร์คงรู้อยู่แก่ใจว่าเพลงนี้สะท้อนปัญหาจริงๆ แต่อาจไม่เห็นประโยชน์ว่าเป็นการเตือนสติอย่างดีทั้งกับฆราวาสและคณะสงฆ์ หากธรรมาภิบาลสงฆ์ยังติดขัดที่บุคลากร โดยเฉพาะระบบสมณศักดิ์ซึ่งส่งเสริมบุคลากรให้เป็นผู้บวชมากกว่านักบวช รัฐก็จำเป็นต้องเข้ามาช่วยรักษากติกาและความบริสุทธิ์ของศาสนา การสร้างความตื่นรู้ หรือแม้แต่ความกดดันจากฆราวาส จะด้วยเพลงหรือด้วยวิธีใดที่สุภาพ ย่อมเป็นสิ่งพึงกระทำการเซ็นเซอร์เพลง “เงินสั่งมา” จึงไม่ได้ช่วยสังคมไทยเลย
# ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิใช่ขององค์กรใด







