posttoday
อุดช่องโหว่ประชามติ ดันร่างรธน.ฝ่าด่านอันตราย

อุดช่องโหว่ประชามติ ดันร่างรธน.ฝ่าด่านอันตราย

08 มีนาคม 2559

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 10 มี.ค. มีวาระการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 10 มี.ค. มีวาระการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อปรับปรุงเนื้อหาเกี่ยวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ตามขั้นตอนการพิจารณาของ สนช.จะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 15 วัน โดยไม่มีอำนาจแก้ไขถ้อยคำใดๆ ทั้งสิ้น มีหน้าที่เพียงลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เว้นแต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเห็นด้วยกับการให้มีการแก้ไขเท่านั้น ภายหลัง สนช.ให้ความเห็นชอบแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องนำร่างรัฐธรรมนูญที่ สนช.ให้ความเห็นชอบขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ สนช.มีมติ

สำหรับสาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 ที่ ครม.และ คสช.เสนอมายัง สนช.มีทั้งสิ้น 7 ประเด็น ดังนี้

1.การกำหนดว่าเมื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้แจ้ง ครม.และ สนช.ทราบ และให้ ครม.แจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบโดยเร็วเพื่อดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ และให้ กรธ.จัดทำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญโดยสรุปในลักษณะที่ประชาชนจะสามารถเข้าใจเนื้อหาสำคัญๆ ของร่างรัฐธรรมนูญได้โดยสะดวก และส่งให้ กกต.ภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันที่แจ้ง ครม.

2.ให้เป็นหน้าที่ของ กกต.ในการดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ และประกาศผลการออกเสียงประชามติ รวมทั้งจัดพิมพ์และเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนทราบโดยสะดวกและเป็นการทั่วไป ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และกำหนดเวลาในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ การเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ การออกเสียงประชามติ การนับคะแนนบัตร และการประกาศผลการออกเสียงประชามติ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

3.คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติต้องใกล้เคียงกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้าย ยกเว้นในส่วนที่เกี่ยวกับอายุให้ผู้มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ในวันออกเสียงประชามติเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ

4.การจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ให้ออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นทั้งฉบับ โดยต้องกระทำในวันเดียวทั่วราชอาณาจักร ในการนี้ สนช.จะมีมติเสนอประเด็นอื่นใดไม่เกินหนึ่งประเด็นที่สมควรให้ กกต.จัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่มเติมว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบพร้อมไปในคราวเดียวกันก็ได้ แต่ทั้งนี้ ต้องเสนอภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งจาก กรธ.

5.ให้ กกต.ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติ ซึ่งต้องไม่เร็วกว่า 90 วัน แต่ไม่ช้ากว่า 120 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ กรธ.ส่งคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญให้ กกต.

6.ในการออกเสียงประชามติให้ถือคะแนนเสียงข้างมากของผู้ออกเสียงประชามติ (Simple majority) ตามหลัก Majority rule อันเป็นหลักสากลซึ่งไม่นับผู้ไม่ออกเสียงและบัตรเสีย โดยถ้าคะแนนเสียงข้างมากของผู้ออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

7.เพื่อป้องกันมิให้เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญ จึงกำหนดให้ชัดเจนว่าก่อนนายกฯ นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ให้ กรธ.ดำเนินการปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์และสอดคล้องกับผลลงประชามติ

ในภาพรวมของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ ครม.และ คสช.เสนอมาให้ สนช.ในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นการอุดช่องโหว่การทำประชามติ ตามที่หลายฝ่ายเคยมีการตั้งข้อสังเกตก่อนหน้านี้

ไม่ว่าจะเป็น จากเดิมที่เคยถูกท้วงติงว่าการไปกำหนดให้การทำประชามติชี้ขาดด้วยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงอาจเป็นปัญหาในอนาคต เพราะเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้ ทาง ครม.และ คสช.ก็ได้ดำเนินการแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา เช่นเดียวกับเป็นประเด็นเล็กๆ อย่างการจัดทำคำปรารภในร่างรัฐธรรมนูญที่เคยเป็นปมที่ถกเถียงกันอย่างมากว่าใครต้องเป็นผู้ดำเนินการ ปรากฏว่าก็แก้ไขให้ชัดโดยให้ กรธ.ดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวาย

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่น่าสนใจและต้องจับตา คือ การตั้งคำถามประชามติเพิ่มเติมของ สนช. เพราะเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวออกเป็นสองส่วน

ส่วนแรก อยากให้เสนอคำถาม เพราะเห็นว่าจะนำประเด็นที่เป็นปัญหาความขัดแย้งสอบถามความคิดเห็นของประชาชนให้ชัด เช่น ที่มาของ สว. หรือแนวทางการสร้างความปรองดอง เป็นต้น ขณะที่อีกส่วนกลับมองในมุมต่างกันว่า หากไปตั้งคำถามเพิ่มเติมอาจจะสร้างความสับสนให้กับประชาชน และจะทำให้การทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนทำได้ยากมากขึ้น จึงเห็นว่าควรให้มีคำถามประชามติว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น

สมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการกิจการ สนช. (วิป สนช.) เปิดเผยว่า ได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ติดใจกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามา จึงคิดว่าการประชุม สนช.ในวันที่ 10 มี.ค.นี้ไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด และสามารถพิจารณาได้อย่างรวดเร็ว ส่วนภาระหน้าที่ของ สนช.ที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติจะอยู่ที่การให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งคาดว่าหากร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.เสร็จสิ้นเมื่อไหร่ ทาง สนช.ก็สามารถดำเนินการได้ทันที โดยน่าจะใช้เวลาไม่มากนัก

สำหรับการตั้งคำถามประชามติของ สนช. เลขานุการวิป สนช. ระบุว่า ยังไม่มีการดำเนินการเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการ เพราะต้องรอให้การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จก่อน ซึ่งส่วนตัวคิดว่าในช่วงต้นเดือน เม.ย.จะสามารถพิจารณากำหนดคำถามเพิ่มเติมได้

ข่าวล่าสุด

“สรรเพชญ” ดันระบบ Truck Queue แก้รถติดท่าเรือแหลมฉบัง ทดลองใช้ ต.ค.นี้

“สรรเพชญ” ดันระบบ Truck Queue แก้รถติดท่าเรือแหลมฉบัง ทดลองใช้ ต.ค.นี้