
จับตาศึกเลือกตั้งสหรัฐ เดิมพันใหญ่เศรษฐกิจโลก
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐและนโยบายต่อโลกของสหรัฐกำลังจะปรากฏให้เห็นภาพภายหลังเดือน พ.ย.ที่จะถึงนี้ จากการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่จะกำหนดตัวประธานาธิบดีของประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุด และจากศึกการหยั่งเสียงทั้งหมดที่ผ่านมา เริ่มปรากฏให้เห็นภาพว่า ผู้ใดจะได้เข้าเป็นตัวแทนพรรคเพื่อแย่งเก้าอี้ประธานาธิบดี
หลังศึกหยั่งเสียงเลือกตั้งครั้งใหญ่ในสหรัฐพร้อมกันทั้ง 14 รัฐ เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา หรือ “ซูเปอร์ทิวส์เดย์” และการหยั่งเสียงพร้อมกัน 5 รัฐ เมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา หรือ “ซูเปอร์แซทเทอร์เดย์” ปฏิเสธไม่ได้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรครีพับลิกัน กำลังมาแรงในหมู่พรรครีพับลิกันด้วยกัน ในขณะที่ ฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครตมีชัยเหนือคู่แข่งอย่าง เบอร์นี แซนเดอร์ส อย่างเห็นได้ชัด
ทรัมป์กวาดคะแนนเสียงจากผู้แทนพรรควันซูเปอร์ทิวส์เดย์ไปได้มากถึง 203 เสียง และจากวันที่ 5 มี.ค. อีก 96 เสียง รวมตั้งแต่ต้นแล้วทั้งหมด 378 เสียง นำ เท็ด ครูซ ที่ได้ไปทั้งหมด 295 เสียง และตัวเก็งที่พรรครีพับลิกันสนับสนุนอย่าง มาร์โค รูบิโอ ที่ 123 เสียง แม้ต้องเดินไกลกว่าจะถึงกำหนดที่ 1,237 เสียง
ด้านพรรคเดโมแครต ฮิลลารี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งและรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ มาเป็นอันดับ 1 ด้วยการกวาดคะแนนไปทั้งหมด 663 เสียง จากการหยั่งเสียงทั้งหมด และเมื่อรวมคะแนนจากผู้แทนพิเศษแล้ว ฮิลลารีนำอยู่มากกว่า 1,121 เสียง เมื่อเทียบกับแซนเดอร์สที่ 479 เสียง และใกล้เคียงกับจำนวนผู้แทนที่ต้องการคะแนนอย่างน้อย 2,383 เสียง
ทั้งทรัมป์และฮิลลารีจึงมีแนวโน้มเป็นตัวแทนพรรคเพียงหนึ่งเดียวมากที่สุด และในการเลือกตั้งครั้งนี้ผู้สมัครมีการเน้นย้ำนโยบายต่างชาติมากขึ้น โดยนิตยสารไทมส์เคยระบุไว้เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมาว่า ในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ผู้สมัครจะให้ความสนใจกับนโยบายในประเทศเพื่อดึงฐานเสียงในสหรัฐ แต่ครั้งนี้ ฮิลลารี ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศเข้าร่วมด้วย จึงจำเป็นต้องเน้นนโยบายต่างประเทศมากขึ้น
ผู้สมัครที่มีแววจะได้ตำแหน่งตัวแทนพรรคเพื่อเข้าไปสู้กันในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือน พ.ย. จากทั้งสองพรรคใหญ่ ต่างมีนโยบายต่อเศรษฐกิจต่างประเทศและเอเชีย แต่นโยบายของทั้งคู่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยฝ่ายทรัมป์มีท่าทีที่จะถีบตัวออกห่างจากเอเชีย ในขณะที่ฮิลลารีมีท่าทีที่จะกระชับพันธมิตรให้มากขึ้น
นอกจากนโยบายกีดกันชาวมุสลิมอย่างสุดโต่ง จะเป็นหนึ่งในนโยบายต่างประเทศที่ถูกโจมตีมากที่สุดแล้ว นโยบายด้านเอเชียโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับจีน ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่แพ้กัน เนื่องจากดูทรงแล้วว่านโยบายของทรัมป์อาจนำไปสู่การ “เปิดสงครามการค้าและค่าเงิน” กับเอเชียได้
ทรัมป์ได้ชูนโยบายปฏิรูปความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ โดยระบุในเว็บไซต์รณรงค์เลือกตั้งว่า นับตั้งแต่จีนเข้าร่วมกับองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) และอดีตประธานาธิบดี บิล
คลินตัน ให้สัญญาไว้ในปี 2000 ว่าจะให้ชาวอเมริกันสามารถเจาะตลาดจีนได้มากขึ้น ทว่านับตั้งแต่นั้นมาสหรัฐยังประสบกับความยากลำบากในการเจาะตลาดจีนเรื่อยมา
ทรัมป์ระบุว่า โรงงานสหรัฐกว่า 5 หมื่นแห่งต้องถูกปิดตัวลงหลังจากจีนเข้าร่วมดับเบิ้ลยูทีโอ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปกป้องผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน เริ่มจากการให้จีนเข้าร่วมการเจรจาต่อรองด้วยการประกาศว่า จีนจงใจอ่อนค่าเงินหยวนลงเพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งออก ตามด้วยการบังคับให้จีนใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา และยุติการอุดหนุนการส่งออกผิดกฎหมายของจีน ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนสินค้าไม่มีมาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ปรับลดอัตราภาษีให้แก่เอกชนสหรัฐ และเพิ่มปฏิบัติการทหารในทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้
“ความสำคัญที่สุดของนโยบายจีนของเรา คือความเป็นผู้นำและอำนาจในการเจรจาต่อรอง” เว็บไซต์หาเสียงอย่างเป็นทางการทรัมป์ ระบุ
สงครามการค้าที่หลายฝ่ายเริ่มหวั่น ยังสะท้อนผ่านมุมมองของทรัมป์ก่อนหน้านี้ว่า อาจเสนอตั้งกำแพงภาษีสินค้าขาเข้าจากจีนถึง 45% จากอัตราเฉลี่ยปัจจุบันที่เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากต่างชาติ 3.5% ซึ่งแผนนี้ทำให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องถึงกับขำไม่ออก เพราะสหรัฐนำเข้าสินค้าจากจีนสูงถึงปีละกว่า 20% จากการนำเข้าสินค้าทั้งหมด หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณกว่า 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 17.8 ล้านล้านบาท)
ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายฝ่ายยังเชื่อว่าทรัมป์ซึ่งมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับต่างชาติและยึดประเทศตัวเองเป็นศูนย์กลางหลัก ยังอาจทำสงครามค่าเงินตามมาในยุคที่หลายประเทศใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ ซึ่งเป็นการกดค่าเงินของตัวเองลงทางหนึ่งด้วย ซึ่งหลังจากที่ญี่ปุ่นเริ่มใช้เป็นรายล่าสุด และยังมีแนวโน้มที่หลายประเทศจะหั่นดอกเบี้ยติดลบเพิ่มขึ้น หลายฝ่ายเชื่อว่าจีนจะร่วมกดค่าเงินของตัวเองลงด้วย และอาจกดดันให้ทรัมป์ตอบโต้ด้วยการตั้งกำแพงภาษี หรือลดค่าเงินเหรียญสหรัฐตามมาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง
ที่สำคัญอีกประการก็คือ มีความเป็นไปได้เช่นกันว่าสหรัฐที่เป็นหัวขบวนการในเจรจาข้อตกลงทีพีพี อาจจะต้องพลิกแผนหันมาเจรจาในรายละเอียดของข้อตกลงดังกล่าวอีกครั้ง หากได้ผู้นำที่ชื่อว่าทรัมป์ด้วย
อย่างไรก็ตาม หากที่สุดแล้วพรรครีพับลิกันพลิกโผไปเป็น เท็ด ครูซ ที่คนในพรรคยอมรับกันได้มากกว่า และเริ่มกลับมาตีตื้นขึ้นได้จากการหยั่งเสียงวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ครูซยึดถือ 3 ข้อพื้นฐานหลักสำคัญ ได้แก่ การกลับเป็นผู้นำโลก การปกป้องพันธมิตรและผลประโยชน์ รวมถึงการเดินหมากของสหรัฐในประเด็นปัญหาใดๆ จะเป็นไปเพื่อที่สหรัฐจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด
ครูซยังมีนโยบายเพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่ค่าเงินเหรียญสหรัฐ เนื่องจากที่ผ่านมาความผันผวนของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวและสร้างความผันผวนให้แก่ตลาดการเงินทั่วโลก ขณะเดียวกันครูซมีท่าทีต่อต้านทีพีพีอย่างชัดเจน เนื่องจากทีพีพีจะกระทบต่อกฎหมายควบคุมผู้อพยพ และอธิปไตยของสหรัฐ
ทั้งนี้ ความเห็นด้านการเป็นผู้นำของสหรัฐและอำนาจในการเจรจาต่อรองของว่าที่ผู้แทนรีพับลิกันนั้น ค่อนข้างสอดคล้องกับความคิดเห็นของ ฮิลลารี คลินตัน สมัยที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ โดยฮิลลารีสมัยนั้นได้เป็นผู้สนับสนุนและตัวดำเนินการหลักในนโยบายถ่วงดุลอำนาจเอเชีย ซึ่งรวมถึง ผลักดันหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ด้วย
ในเว็บไซต์หาเสียงอย่างเป็นทางการฮิลลารี ระบุว่า ครั้นฮิลลารีดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ฮิลลารีพยายามที่จะคืนความเป็นผู้นำโลกให้แก่สหรัฐ และในขณะนี้ฮิลลารีก็มีนโยบายต่างๆ ที่มีจุดประสงค์เพื่อทำให้สหรัฐเข้มแข็ง ปลอดภัย และกลายเป็นผู้นำโลกในศตวรรษที่ 21
ความแตกต่างระหว่างฮิลลารีและทรัมป์คือ ทรัมป์พยายายามที่จะผลักเอเชียออกไป โดยทรัมป์เชื่อว่าการเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลด้านการค้าและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการเข้าช่วยเหลือทางทหาร ทำให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ไม่ลงทุนกับการทหารด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ฮิลลารียังคงมุ่งเป้าเสริมสร้างความสัมพันธ์กับตะวันออกกลาง เอเชีย และยุโรป เนื่องจากฮิลลารีเห็นว่า ความเป็นหุ้นส่วนกับประเทศเหล่านั้นจะเป็นกำลังสำคัญของสหรัฐ ในขณะที่การควบคุมไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ก็ถือเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายฮิลลารี เช่นเดียวกับการจัดการกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) และป้องกันไม่ให้รัสเซียรุกรานยุโรปมากเกินไป
ขณะเดียวกัน ความเป็นหุ้นส่วนของฮิลลารียังหมายถึงการค้าเสรี และในเว็บไซต์หาเสียงอย่างเป็นทางการของฮิลลารี ระบุชัดเจนว่า ฮิลลารีจะสร้างและกระชับความเป็นหุ้นส่วนทั้งในละตินอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย แม้ก่อนหน้านี้ฮิลลารีจะแสดงความเห็นต่อต้านทีพีพีที่ร่วมสร้างมากับมือ เนื่องจากกังวลต่อการอ่อนค่าเงินของหลายประเทศในเอเชีย โดยระบุว่า การอ่อนค่าเงินไม่เคยอยู่ในข้อตกลงทีพีพี
นอกจากนี้ ฮิลลารียังพร้อมที่จะต้านอิทธิพลของจีนที่แผ่ขยายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเรียกร้องให้จีนยุติการรุกรานในภูมิภาค โดยหากฮิลลารีได้เป็นประธานาธิบดี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ประกาศว่าจะทำงานร่วมกับพันธมิตรในการสนับสนุน “กฎ” ในเอเชีย และกระตุ้นให้จีนรับผิดชอบทั้งต่อสิทธิมนุษยชน ไซเบอร์ การค้า ดินแดนพิพาท และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
จะเห็นได้ชัดผู้สมัครแต่ละคนเน้นย้ำไปที่ “จีน” เป็นอย่างมาก โดยสำหรับทรัมป์แล้ว จีน (รวมถึงเอเชีย) เป็นศัตรูที่แย่งงานชาวสหรัฐ และจำเป็นต้องใช้ “ไม้แข็ง” จัดการ ในขณะที่ฮิลลารีต้องการคืนอำนาจผู้นำสู่สหรัฐ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าจีนมีอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ฮิลลารีเลือกที่จะกระชับความเป็นหุ้นส่วนในภูมิภาคเพื่อคานอิทธิพลกับจีน คล้ายกับผลงานที่โอบามากรุยทางเอาไว้
ทิศทางเศรษฐกิจเอเชียที่ได้รับอิทธิพลจากยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐจะเป็นอย่างไรต่อไป และศึกชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเพื่อเข้าแย่งเก้าอี้ประธานาธิบดีจะพลิกผันหรือไม่ และไปในทิศทางใด ต้องติดตามกันต่อไป







