
ระบบรางจุดเปลี่ยนประเทศไทย
โดย...รศ.มานพ พงศทัต
โดย...รศ.มานพ พงศทัต
กรุงเทพอภิมหานครกำลังปรับปรุงโครงสร้างการคมนาคมขนานใหญ่ เพื่อจะยกระดับประเทศและเมืองใหญ่ กทม.ให้เป็น Modern Country และ Modern City ของโลก
สิ่งที่รัฐบาลและ กทม.กำลังจะทำคือการปรับโครงข่ายการคมนาคมให้ทันสมัย เดิมอดีตเราใช้ระบบรถและถนนมาเป็นกระดูกสันหลังของการคมนาคมตามแบบฉบับอเมริกาที่ก่อสร้างถนน ผลิตรถ แต่จากการพิสูจน์ใน 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศขนาดกลาง ขนาดเล็ก และประเทศที่ต้องพึ่งการค้าขายสินค้า เช่น เกษตรต้องการ “ระบบราง” เป็นกระดูกสันหลังที่สำคัญ
แต่อนิจจาระบบรางของเราหยุดการพัฒนามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ท่านมองการณ์ไกลสร้างทางรถไฟไปตะวันออก เหนือ ใต้ ระยะทาง 4,000 กม. ในช่วงเวลา 150 ปี ต่อมาเราสร้างอีกแค่ 100 กม. ระบบรางของเราล้าหลังที่สุด ใน กทม.พระองค์ท่านก็สร้างรถราง ใช้มาจนถึงสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม หลังจากนั้นยกเลิกเสียเฉยๆ ปัจจุบันรัฐบาลต้องหันมาดูระบบรางในกรุงเทพฯ กันใหญ่ จะสร้างแมส ทรานซิส อีก 10+3 สาย เส้นทาง 450 กม. เทียบเท่ากับระบบแมส ทรานซิสของเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นลอนดอน ปารีส และโตเกียว
ปัจจุบันระบบรางได้ถูกแยกออกไป โดย “การรถไฟไทย” จะดูระบบขนส่งทั้งคนและสินค้าทั่วประเทศ 77 จังหวัด แต่มีรถไฟแค่กว่า 50 จังหวัด จังหวัดที่สำคัญ เช่น เชียงราย ประตูเข้าสู่จีนตอนเหนือ ภูเก็ต เมืองท่องเที่ยว ไม่มีรถไฟ ในเมืองใหญ่รัฐบาลรู้ว่าการรถไฟไทยคงทำไม่ไหวจึงเกิด “รฟม.” และ “บีทีเอส” ให้ท้องถิ่นอย่าง กทม.สร้างด้วยสัมปทาน ขณะนี้ คสช.กำลังเร่งรัดให้การรถไฟไทยเพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างรถไฟทางคู่ รถไฟเร็วสูง ทั่วประเทศ เพื่อให้ไทยเป็นฮับของการเดินทางติดต่อเออีซีทางบกให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น
กระทรวงคมนาคมซึ่งดูแลการขนส่งทั้งคนและสินค้าทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ หันมาเร่งรัดระบบทางบกให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ระบบถนนและรถของเราดีมาก เป็นระบบชั้นนำในเออีซี ตอนใต้แต่ระบบรางของเราล้าสมัยเทียบเท่าสมัย ร.5 ซึ่งเป็นสมัยเดียวกับรถไฟญี่ปุ่นเริ่มพัฒนา ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาทั้ง คสช. ไทยรักไทย และประชาธิปัตย์ ก็หันมาพัฒนาประเทศด้วยการสร้างระบบรางไปพร้อมๆ กับการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศคสช.เองเร่งรัดเป็นพิเศษเพราะระยะเวลาสั้น และต้องการผลงานเพื่อสร้างโครงกระดูกสันหลังทางด้านการขนส่ง มีโครงการที่สำคัญ เร่งรัดด่วนประมาณ 3 โครงการหลัก คือ
1.รถไฟ-ไทยจีน ต่อเชื่อมเวียงจันทน์ ซึ่งจีนทำทางรถไฟมาจ่ออยู่แล้ว ลงมาบตาพุด ขณะนี้ก็ถกเถียงกันมากมาย ซึ่งควรจะจบเสียที ฝ่ายค้าน (คนไทยชอบค้าน) มีอยู่หลักๆ แค่ 3 ประเด็น คือ 1) ดอกเบี้ยแพง 2) ทำไมต้อง 1.40 ม. (ราง) และ 3) ทำไมต้องจีน อย่าลืมว่าจีนกำลังเป็นพี่เบิ้มของโลก คนไทยเชื้อสายจีนเยอะมากในอาเซียน ประสบความสำเร็จทั้งนั้น ทั้งธุรกิจและอยู่ในผู้บริหารประเทศ ขณะนี้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟไทยกำลังเดินสายทำ Market Testing ท้องถิ่นเมืองใหญ่ๆ จะเอาด้วยไหม เช่น อุดรธานี ขอนแก่น ซึ่งอนาคตขอนแก่นจะเป็นเมืองสำคัญของเออีซีตอนเหนือของไทย
2) ญี่ปุ่นไม่ยอมน้อยหน้า ต้องการลงทุนในโครงการเชียงใหม่-กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ เป็นรถขนส่งด่วน เช่น ชินคันเซ็น และโครงการทวาย-มาบตาพุด กระทรวงคมนาคมกำลังจัดการประสานงานเร่งด่วนให้ทั้งจีน-และญี่ปุ่น ซึ่งไม่ค่อยจะถูกกันนักไม่ต้องมาทะเลาะกันที่ไทย
อีก 2 ประเทศกำลังด้อมๆ มองๆ โอกาส คือ เกาหลีและสิงคโปร์ เกาหลีต้องการเข้ามาร่วมก่อสร้างให้เพราะเกาหลีมีกระทรวงลงทุนต่างประเทศ สิงคโปร์มอง Southern Sea Board ของไทยที่จะต่อเชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย ซึ่งถ้าไทยทำและสิงคโปร์ร่วมไม่ได้ ท่าเรือสิงคโปร์ที่ใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็จะหมดความสำคัญ
จะเห็นได้ว่าเมืองไทยเนื้อหอมขนาดไหน การรถไฟไทยและกระทรวงคมนาคมก็กำลังจะผลักดันก้าวหน้า แต่คนไทยนั้นเป็นชาติอนุรักษนิยมไม่ชอบเปลี่ยนแปลงอะไรก็ “ไม่” เสียก่อน อย่ามองโลกทางลบมากนักเลย มองในทางบวกมากๆ ดูสมัยรัชกาลที่ 5 เราต้องยอมเสียพื้นที่เพื่อแลกกับความเป็นอิสรภาพ พระองค์ท่านลงทุนส่วนพระองค์สร้างรถไฟ สร้างถนนราชดำเนิน หากเรานำดอกผลทางการเงินและพวกเราช่วยกันพัฒนาประเทศเชิงบวกก็จะดีมาก







