
ถอดบทเรียน “ขอนแก่นโมเดล”
กรณีศึกษา – กระบวนการเยียวยา ลดฟ้องแพทย์
กรณีศึกษา – กระบวนการเยียวยา ลดฟ้องแพทย์
โดย - ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และภาคประชาชน ต่อกรณีร่างพ.ร.บ.คุ้มครองความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ... ยังคงหาจุดสมดุลไม่ได้
เมื่อซีกหนึ่งเชื่อว่าการเยียวยาอย่างทันทีทันใดจากบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้สามารถลดอัตราการฟ้องร้องบุคลากรทางการแพทย์ได้ ในขณะที่อีกซีกหนึ่งมองว่ายังไม่มี “หลักประกัน” ใดยืนยันได้ว่าอัตราการฟ้องร้องจะลดลงจริง
แต่ทว่า เหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วและเสมือนหนึ่งเป็น “กรณีศึกษา” คือการติดเชื้อใน โรงพยาบาลขอนแก่น กระทั่งคนไข้ต้องสูญเสียดวงตากว่า 7 ราย แต่ด้วยการจัดการและเยียวยาที่มีประสิทธิภาพยังผลให้ ไม่เกิดการฟ้องร้องแพทย์ แม้แต่รายเดียว
ถอดรหัสจากวงเสวนา “ปัจจุบันและอนาคตของความสัมพันธ์หมอกับคนไข้ : บทเรียนจาก รพ.ขอนแก่น” สะท้อนถึงกระบวนการจัดการความเสียหายที่ได้รับการยอมรับจากสังคมไทย
นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการสร้างเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและญาติกับบุคลากรทางการแพทย์ อธิบายถึงการดำเนินการเพื่อจัดการกับความเสียหายของโรงพยาบาลขอนแก่นว่า ได้กระทำใน 5 ประเด็นคือ 1.การพัฒนากระบวนการไกล่เกลี่ยเยียวยา 2.การเยียวยาด้วยตัวเงิน 3.การจัดการความเสี่ยงและสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้ป่วย 4.การให้ข้อมูลกับสื่อและบทบาทสื่อมวลชนในการสร้างความปลอดภัย 5.การบริหารจัดการบุคลากรและสถานการณ์เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ โดยทั้ง 5 ประเด็นนี้ ควรนำไปศึกษาและพัฒนาเพื่อประยุกต์ใช้กับโรงพยาบาลอื่นๆ ทั่วประเทศ
ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ยอมรับว่า ตั้งแต่ตั้งเครือข่ายมา 8 ปี ไม่เคยเจอการดำเนินการต่อเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ดีเหมือนกับที่โรงพยาบาลขอนแก่นทำ คือเมื่อสอบถามถึงกรณีที่เกิดขึ้นแล้วได้รับคำตอบทันที มีการแถลงข่าวอธิบายทุกอย่างด้วยความจริงใจ โดยโรงพยาบาลยอมขอโทษคนไข้ และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายตรวจสอบพร้อมกับถอดบทเรียนร่วมกัน
พิมพ์วรา อัครเธียรสิน หัวหน้างานพัฒนาคุณภาพและบริหารความเสี่ยง โรงพยาบาลขอนแก่น เปิดเผยว่า โรงพยาบาลขอนแก่นใช้หัวใจดูแลผู้ป่วย เริ่มต้นจากความเข้าใจถึงการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของคนไข้ ทั้งนี้ยึดหลักการเยียวยาโดยทันที รวดเร็ว ปลอดภัย และต้องพึงพอใจ ที่สำคัญต้องรักษาสัมพันธภาพระหว่างโรงพยาบาลกับคนไข้ให้ยั่งยืนต่อไป ด้วยการบูรณาการให้โรงพยาบาลเข้าเป็นส่วนหนึ่งกับวิถีชีวิตของคนไข้
นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ เชื่อว่า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต้องพยายามเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นจากมุมมองของผู้ที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ก่อน จากนั้นควรมองต่อไปว่านอกเหนือจากการชดเชยเบื้องต้นด้วยตัวเงินแล้ว ควรจะทำอย่างไรต่อไป
วันชัย สอนศิริ ทนายความ และอาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต เล่าว่า เคยทำคดีฟ้องแพทย์ทั้งหมด 12 คดี แพ้ไป 11 คดี ทำให้เห็นว่าการฟ้องร้องแพทย์แล้วชนะเป็นไปได้ยาก ทางสภาทนายความมักจะแนะนำให้ไกล่เกลี่ยกันก่อน โดยส่วนใหญ่คนไข้ก็ไม่อยากฟ้องแพทย์ ทั้งนี้คิดว่าหากมีการดำเนินการตามขอนแก่นโมเดลและมีเงินกองทุนสนับสนุนจะช่วยกระตุ้นการทำงานของบุคลากรณ์ทางการแพทย์ให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
“ส่วนตัวเชื่อว่าการบกพร่องโดยสุจริตในการรักษามีอยู่จริง แต่บุคลากรทางการแพทย์ก็ตื่นตระหนกต่อการฟ้องร้องทางคดีจนเกินไป ต้องยอมรับว่ามนุษย์รับข่าวสารมากขึ้นรู้จักสิทธิมากขึ้นจึงเป็นเรื่องปกติที่จะฟ้องร้อง ขอเรียนว่าคนเป็นแพทย์ถ้ารักษาด้วยมาตรฐานวิชาชีพอย่างสมบูรณ์ ประกอบวิชาชีพด้วยเกณฑ์มาตรฐานแล้วก็ไม่ต้องกลัว หน้าไหนจะมาฟ้องก็เชิญ”ทนายความชื่อดังกล่าว
นพ.วิทยา ดิฐาพันธ์ กรรมการกลางราชวิทยาลัยสูตินารีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ที่เข้ามาเรียนแพทย์ในปัจจุบันเป็นคน “แพ้ไม่เป็น” และมองว่าการเป็นแพทย์เพื่อมีฐานะและเกียรติยศ โดยไม่คำนึงถึงการช่วยเหลือประชาชนหรือความยากไร้ต่างๆ ดังนั้นมองว่าที่หลายฝ่ายเรียกร้อง “คำขอโทษ” จากแพทย์นั้นจึงไม่มี ส่วนคนไข้ก็มีประเภทน้ำชาล้นถ้วย จึงไม่สามารถเจรจาหรือคุยกันได้รู้เรื่อง
สำหรับมุมมองต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองฯ นพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ อดีตกรรมการแพทยสภา บอกว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือใหม่ที่จะช่วยเหลือเยียวยาสังคมและปกป้องแพทย์ด้วย อย่างไรก็ตามย้อนกลับไปเมื่อออกมาตรา 41 ตามพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพปี 2545 ก็มีการคัดค้านเช่นนี้ ถามว่าทำไมแพทย์ถึงลืมความเมตตาไป ที่สำคัญเหมือนว่าแพทย์ในขณะนี้กำลังลืมตัวคิดว่าตัวเองเป็นอภิสิทธิ์ชน โดยลืมหน้าที่ที่แท้จริงของตัวเองไป
“จงพิจารณาแพทย์เหล่านี้ให้ดีเถิด ที่แต่งชุดดำนั้นเป็นการปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกยิ่งขึ้นอีก”นพ.วิฑูรย์ระบุ
นอกจากนี้ยังมีบทเรียนและข้อเสนอที่น่าสนใจอีกหลายประการ อาทิ ทุกคนในที่ประชุมเห็นตรงกันว่าโรงพยาบาลควร “ยอมรับและขอโทษ” หากกระทำผิดจริง มีการเรียกร้องให้นำเงินนอกระบบมาเยียวยาคนไข้ทันที พร้อมข้อเสนอว่า ให้สร้างกลไกการสื่อสารของภาษาชาวบ้านและภาษาแพทย์ โดยในอนาคตควรตั้งฝ่ายชุมชนและสังคมสัมพันธ์ขึ้นในทุกโรงพยาบาล เพื่อสร้างความเข้าใจและลดช่องว่างระหว่างแพทย์กับชุมชน







