posttoday
ปัญหาอยู่ที่ไหน?

ปัญหาอยู่ที่ไหน?

04 มีนาคม 2559

โดย...ไชยันต์ ไชยพร

โดย...ไชยันต์ ไชยพร

การเมืองไทยระหว่าง พ.ศ. 2544-2549 ได้เดินเข้าสู่สภาวะที่อยู่ภายใต้อำนาจนำและอิทธิพลของพรรคการเมืองพรรคเดียวภายใต้บุคคลคนเดียว คือ ทักษิณ ชินวัตร การเคลื่อนตัวสู่การปกครองโดยพรรคเดียว-คนเดียวเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ พ.ศ. 2544 ไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

สืบเนื่องจากคุณสมบัติส่วนตัวของทักษิณและนโยบายหาเสียงที่เป็นที่ยอมรับของพรรคไทยรักไทย และด้วยรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ต้องการให้ฝ่ายบริหารเข้มแข็ง เริ่มต้นจากพรรคเสรีธรรม โดย ประจวบ ไชยสาส์น ยุบรวมกับไทยรักไทยในเดือน ก.ค. 2544 ต่อมาเดือน เม.ย. 2545 ความหวังใหม่ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ยุบรวมกับไทยรักไทย (มีทั้งสมาชิกที่เห็นด้วยและคัดค้านอย่างรุนแรง) ต่อมาเดือน ส.ค. 2547 พรรคชาติพัฒนา โดย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ยุบพรรคโดยมติเอกฉันท์รวมกับไทยรักไทย ทำให้ไทยรักไทยมี สส. 325 ที่นั่ง

และการที่ไทยรักไทยมี สส.จำนวนมากเช่นนั้นในปี 2547 ส่งผลสองประการสำคัญ หนึ่ง ในช่วงเวลาที่ประกาศยุบชาติพัฒนารวมกับไทยรักไทย เป็นช่วงเวลาภายหลังที่รัฐบาลมีการปรับคณะรัฐมนตรีชุดที่ 9 ซึ่งชาติพัฒนาได้รับเชิญให้กลับเข้ามาร่วมรัฐบาลอีกครั้ง การยุบรวมชาติพัฒนาได้ส่งผลให้ไทยรักไทยมีจำนวน สส.มากเพียงพอที่ไทยรักไทยจะสามารถรอดพ้นจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน แตกต่างไปจากแต่ก่อนที่ยังต้องคอยดูท่าทีพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอื่นๆ ว่าจะถอนตัวออกจากพรรครัฐบาลหรือไม่ สอง ส่งผลให้ไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งปี 2548 และเป็นพรรคการเมืองที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีสมาชิกพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ลาออกจากพรรคและมาเข้าสังกัดพรรคไทยรักไทยอีกด้วย

ปฏิบัติการควบรวมพรรคการเมืองเพื่อเสถียรภาพของรัฐบาลโดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีและการทำให้กลไกตรวจสอบไร้ประสิทธิภาพถือเป็นการสร้างระบอบอำนาจนิยมและมีพฤติกรรมอำนาจนิยมอำพราง (ดู Ozan Varol, Stealth Authoritarianism) อย่างเห็นได้ชัด โดยมุ่งทำให้พรรคของตนเป็นพรรคเดียวที่ครองอำนาจทางการเมืองโดยการควบรวมพรรคด้วยกลวิธีต่างๆ และพรรคเหล่านี้ก็เป็นใจด้วย ทำให้พรรคฝ่ายค้านเป็นง่อยไม่สามารถทำหน้าที่ตามครรลองของประชาธิปไตยแบบรัฐสภาได้ หรืออาจไม่มีฝ่ายค้านเลยหากประชาธิปัตย์ยุบรวมกับเขาไปด้วย (แต่มีสมาชิกจำนวนหนึ่งย้ายไป)

การชนะเลือกตั้งปี 2548 ทำให้ทักษิณและไทยรักไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ส่งผลให้ทักษิณและสมาชิกพรรคไทยรักไทยได้แสดงพฤติกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดแบบอำนาจนิยม นั่นคือ ทักษิณแสดงพฤติกรรมที่สะท้อนวิธีคิดแบบผู้นำแบบอำนาจนิยมที่กำหนดและควบคุมกิจกรรมทางการเมืองทั้งหมดด้วยตัวเอง โดยไม่มีการมีส่วนร่วมของผู้ที่อยู่ภายใต้การนำของตน ส่วนสมาชิกพรรคก็แสดงออกให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ยอมรับและเชื่อฟังอำนาจของทักษิณโดยไม่มีการพินิจพิเคราะห์

หนึ่งในพฤติกรรมที่สะท้อนถึงวิธีคิดแบบอำนาจนิยมปรากฏให้เห็นชัดเจนในกรณี “การขายหุ้นชินคอร์ป 7.3 หมื่นล้านโดยไม่เสียภาษี” พฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นปฏิบัติการแบบอำนาจนิยมแบบอำพรางมุ่งเพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องในฐานะที่เป็นรัฐบาลที่คุมอำนาจทางการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จอยู่ในขณะนั้น

จากการที่ทักษิณและไทยรักไทย มี สส.ในสภา 375 เสียง และ สว.ที่เป็นพรรคพวกเดียวกันอีกมากกว่าครึ่ง ก่อให้เกิด “แรงขับ” ที่จะผลักดันแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามความประสงค์ของตน การแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 ได้ตัดเงื่อนไขที่เป็นข้อห้ามออกไป และมีผลบังคับใช้วันที่ 21 ก.พ. 2549 นำมาสู่การเปิดแถลงข่าวเรื่องการซื้อขายหุ้น...อย่างเป็นทางการ...ซึ่งเกิดขึ้นภายหลัง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 มีผลบังคับใช้แค่ไม่กี่วัน” ทั้งที่หากย้อนกลับไป 4 ปี ในวันที่ 20 พ.ค. 2545 ตัวทักษิณเองได้แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการทำธุรกรรมในลักษณะดังกล่าว ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่า

“...ประชาชนควรจะมีความรักในชาติ เมื่อวานผมได้ดูข่าวจากซีเอ็นเอ็น ทราบว่าขณะนี้สภาของสหรัฐกำลังแก้ไขกฎหมายใหม่ เพราะบริษัทต่างๆ แม้มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐแต่ไปจดทะเบียนในประเทศอื่นๆ เช่น ในปานามาหรือบริติช เวอร์จิน ไอส์แลนด์ ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทที่ไม่รักชาติ (Non-Patriot) เพราะถือว่าเป็นการเลี่ยงภาษี ซึ่งเห็นได้ว่าแม้สหรัฐจะเป็นประเทศที่มีเสรีภาพสูง ยังมีการดำเนินการเช่นนี้ ก็อยากฝากให้คนไทยและบริษัทต่างๆ มีความรักชาติด้วย”

แต่หลังจากมีกระแสต่อต้านการซื้อขายหุ้นโดยเลี่ยงการเสียภาษีของครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ที่ถูกเปิดโปงขึ้นในเดือน ม.ค. 2549 และมีการเรียกร้องให้เขาลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทักษิณกลับแถลงผ่านสื่อสาธารณะเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2549 ในรายการวิทยุ“นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน” ว่า

“ผมขอเรียนว่าผมได้ตั้งบริษัทนี้ แอมเพิลริชฯ ที่ตั้งขึ้นมานี้เพื่อหวังทำธุรกรรมด้านต่างประเทศ...การจดทะเบียนบริษัทบริติช เวอร์จิน ไอส์แลนด์ ทั้งหลายนี้ก็ทำกันทั่วไป ธนาคารในประเทศไทยก็ทำทั้งนั้น ทำเพื่อทำธุรกรรมในต่างประเทศ ไม่ได้ทำเพื่อทำธุรกรรมในประเทศ ถ้าอะไรที่เป็นธุรกรรมในประเทศเขาก็จะใช้บริษัทในประเทศ แต่ถ้าเป็นธุรกรรมในต่างประเทศ เขาถึงจะใช้บริษัทที่ขอจดทะเบียนในต่างประเทศ เพื่อทำธุรกรรมในต่างประเทศ นั่นคือหลักของการทำธุรกิจทั่วไป...”

พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ทักษิณไม่ได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองอะไรที่เป็นแก่นสาร ทุกอย่างแปลงเปลี่ยนได้ตามเงื่อนไขสถานการณ์เพียงเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ พฤติกรรมของเขาจึงสะท้อนวิธีคิดแบบอำนาจนิยม (Authoritarian Mentality) เท่านั้น เป็นไปตามคำอธิบายลักษณะของระบอบอำนาจนิยม (Authoritarian) ที่แตกต่างจากเผด็จการเบ็ดเสร็จ (Totalitarian) ของลินซ์ (Juan Linz, Totalitarian and Authoritarian Regimes, หน้า 162)

ทักษิณอาจจะคิดและเชื่อตามที่ได้กล่าวไว้ในปี 2545 แต่หลังจากที่สามารถควบรวมพรรคและชนะเลือกตั้งปี 2549 กุมอำนาจทางการเมืองทั้งในพรรคและในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้เขามีพฤติกรรมที่แสดงออกให้เห็นถึงวิธีคิดแบบอำนาจนิยมที่มีอยู่ในตัวของเขาอยู่แล้วออกมาเท่านั้น และทุกวันนี้ เขาก็ยังโหยหามันอยู่ เขาไม่เคยคิดว่าเขาทำอะไรผิด และมันก็ครบสิบปีพอดีที่เขาหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากการที่เขายุบสภาวันที่ 24 ก.พ. 2549

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท