
Balance Score Card ของประเทศไทย
ความรู้สึกกับรัฐบาลหลายอย่างเปลี่ยนไปในทางบวกด้านเศรษฐกิจ เพียงคำว่า Balance Score Card ของเศรษฐกิจไทย เพราะเขียนเรื่องจีดีพีมาตั้งแต่ปีที่แล้วว่า อย่าตีความเกินจำเป็น เพราะไม่ได้ตอบอะไรมาก โดยเฉพาะการเน้นส่งออกจนทำให้ระบบในประเทศขาดความสมดุล แต่เสียงอาจเล็กเกินไป รัฐบาลก็ยังมุ่งส่งออกเน้นจีดีพีเหมือนเดิมมาเป็นปี สุดท้ายก็มาถึงจุดที่ต้องยอมรับว่าจีดีพีไม่ได้สะท้อนภาพรวมที่แท้จริงของประเทศได้ทั้งหมด
ความรู้สึกกับรัฐบาลหลายอย่างเปลี่ยนไปในทางบวกด้านเศรษฐกิจ เพียงคำว่า Balance Score Card ของเศรษฐกิจไทย เพราะเขียนเรื่องจีดีพีมาตั้งแต่ปีที่แล้วว่า อย่าตีความเกินจำเป็น เพราะไม่ได้ตอบอะไรมาก โดยเฉพาะการเน้นส่งออกจนทำให้ระบบในประเทศขาดความสมดุล แต่เสียงอาจเล็กเกินไป รัฐบาลก็ยังมุ่งส่งออกเน้นจีดีพีเหมือนเดิมมาเป็นปี สุดท้ายก็มาถึงจุดที่ต้องยอมรับว่าจีดีพีไม่ได้สะท้อนภาพรวมที่แท้จริงของประเทศได้ทั้งหมด
แม้ว่าในความรู้สึกผม จะช้าเกินไปแล้วก็ตามหากนับอายุรัฐบาลที่เหลืออยู่ แต่ก็ยังดี และเริ่มต้นวันนี้แล้วขอให้ท่านไปให้สุด
ที่กล้าเขียนอย่างนี้ เพราะว่ารัฐมนตรีทางเศรษฐกิจและภาคเอกชนหลายๆ ท่านออกมากล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เราอาจใช้จีดีพีเป็นตัวชี้วัดการพัฒนาประเทศอย่างเดียวอีกต่อไปไม่ได้แล้ว เริ่มมีการพูดถึงการใช้มุมมองหลายๆ ส่วน โดยเฉพาะรัฐมนตรีพาณิชย์ สุวิทย์ เมษินทรีย์ ที่เสนอให้มองภาพให้กว้างขึ้น โดยรวมเอา จีเอ็นพี หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ การส่งออกด้านบริการ การลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) และไกลไปถึงการรวมเอาการลงทุนของคนไทยในต่างประเทศ มาร่วมกันวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศด้วย
ท่านเรียกของท่านว่า ให้มองแบบ Balance Score Card (BSC) โดยจะให้มีการผลักดันเป็นรูปธรรมด้วยการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง เพื่อปรับบัญชีประเทศให้แม่นยำมากขึ้น หากทำได้สำเร็จ จะถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล
สรุปส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวคิดนี้มาก แต่ยังไม่เห็นด้วยในแง่ที่ว่า ต้องไปให้สุดทางถึงปัญหาต้นตอของประเทศให้ได้ และต้องพูดเรื่องนี้ให้มากกว่าที่ทำอยู่
ขอเรียนว่าที่เขียนคือให้กำลังใจและติเพื่อก่อ และถึงแม้จะทำไม่ทันในรัฐบาลนี้ แนวคิดแบบนี้ควรรักษาไว้ ควรเป็นแนวคิดหลักในทุกๆ รัฐบาลที่อาสาเข้ามาแก้ปัญหาประเทศ รวมไปถึงภาคเอกชนขนาดใหญ่ด้วย
แนวคิดการมององค์รวมแบบนี้คือการสร้างความสมดุลให้ระบบเศรษฐกิจ ให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาหลายอย่างอย่างคาดไม่ถึง ไม่ว่าการเมือง ปัญหาชนชั้น ปัญหาสังคมแตกแยกทางความคิด รวมไปถึงปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่ต้องพึ่งกลไกใดกลไกเดียว อดทนต่อกระแสเศรษฐกิจโลกได้ดีกว่าเดิม สุดท้ายที่ดีที่สุด “ความเหลื่อมล้ำในทุกด้าน” จะค่อยๆ หายไป
แต่ที่ต้องขออนุญาตติงคือ การมองการส่งออกภาคบริการ การมองการลงทุนตรงจากต่างชาติ (FDI) การมองการลงทุนของคนไทยในต่างประเทศแล้วนับรวม เป็นการมองผลการลงทุนของผู้มีกำลังทางเศรษฐกิจสูงเท่านั้น ผมเข้าใจดีว่าสุดท้ายแล้ว ในทางมหภาค ผลประโยชน์เหล่านี้มันจะถูกตัวคูณและส่งผลลงมาในระบบเศรษฐกิจที่เล็กกว่าในท้ายที่สุด ซึ่งหากประเทศอยู่ในสภาพที่ปกติไม่แตกแยกรุนแรง คนจะรับฟังได้ ยอมรับ ยอมรอ
แต่หากอยู่ในสภาวะขัดแย้งสูงทุกมุมเช่นนี้ Balance Score Card ควรมองลงไปถึงเศรษฐกิจฐานรากด้วยไม่รูปแบบใดก็แบบหนึ่งที่จับต้องได้ทันที
ทันที หมายถึงวันนี้ ไม่เช่นนั้นคนจะตีความผิด โดยเฉพาะเมื่อตัวเลขออกมาชัดๆ จะยิ่งเห็นว่าคนมีฐานะของไทย มีฐานะดีจริงๆ อย่างคิดไม่ถึง สามารถลงทุน มีทรัพย์สินต่างประเทศมหาศาล ขณะที่คนส่วนใหญ่ลำบาก ข้อมูลนี้อันตรายถ้าใช้ไม่เป็นหรือสื่อสารไม่ถูกต้อง
ผมขอยกตัวอย่างความหวังดีที่จะแก้ไขความเป็นธรรมด้านเศรษฐกิจเรื่องภาษีเรื่องหนึ่งเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ มีการประกาศใช้ภาษีมรดก ซึ่งตั้งใจจะเก็บภาษีผู้มีฐานะ แต่ในความเป็นจริงคนที่มีสถานะความมั่งคั่งสูง รู้กฎหมาย สามารถที่จะถ่ายโอนหรือจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างถูกต้องได้ทันที
สรุปคือ คนที่รัฐต้องการเก็บภาษีไม่ต้องจ่ายมากอย่างที่คิด แต่คนต้องจ่ายคือคนที่อยู่สถานะปานกลางกำลังก่อร่างสร้างตัว เริ่มจะมั่นคง และส่งต่อให้ลูกหลาน และเป็นความมั่งคั่งขนาดกลางเล็กที่น่าจะกระจายตัวได้ดีกว่าความมั่งคั่งขนาดใหญ่ นโยบายนี้จึงถูกโจมตีอย่างรุนแรงจากชนชั้นกลางทั้งที่เข้าใจและไม่เข้าใจ
ในขณะที่นโยบายภาษีต่อเอสเอ็มอี ใช้วิธีจูงใจ ค่อยๆ ทำให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบบัญชีเดียว กลับเป็นนโยบายที่ในมุมผมมองว่าทำยากมาก และจะไม่ได้เม็ดเงินมากนักในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
แต่เอสเอ็มอีส่วนใหญ่กลับมองว่า พร้อมให้ความร่วมมือเรื่องการทำบัญชีเล่มเดียว รวมทั้งมีการลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ขบวนการใช้นโยบายให้สำเร็จ ลำดับการใช้ และการสื่อสารน่าจะสำคัญพอๆ กับตัวนโยบายเอง แม้ว่าประเทศจะอยู่ในสภาวะรัฐประหาร แต่ไม่ได้มีผลต่อการวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดด้านเศรษฐกิจของประชาชนเลย
Balance Score Card (BSC) เศรษฐกิจประเทศ เป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยม หากลงมาข้างล่างได้ด้วย ลงมาที่ระบบเศรษฐกิจฐานราก ไม่มองเฉพาะผลจากผู้ประกอบการขนาดใหญ่ หรือมองประเทศเป็นภาพใหญ่ๆ ภาพเดียวแล้วบอกว่าประเทศมีความเจริญทางเศรษฐกิจที่ดีแล้ว เราอาจใส่ข้อมูลอีกหลายตัวเข้าไปได้ ซึ่งควรเป็นข้อมูลด้านการกระจายความมั่งคั่งภายในที่มีตัวชี้วัดชัดเจน เช่น ผลต่อนโยบายใหญ่ด้านมหภาคที่มีต่อฐานรากของประเทศ ซึ่งหมายถึงประชาชน เพราะ BSC ทางธุรกิจ จะวัดใน 4 มุมมองหลักง่ายๆ คือ ด้านการเงินตอบสนองผู้ถือหุ้น ด้านความพึงพอใจต่อลูกค้า ด้านระบบภายในที่มีประสิทธิภาพ และด้านการพัฒนาบุคลากรและการเรียนรู้ขององค์กร
เราลองมาคิดว่า ถ้าทั้งผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน ก็คือประชาชนส่วนใหญ่นั่นเอง ในแนวคิด Balance Score Card ของประเทศในครั้งนี้ ผู้บริหารจะทราบดีว่าต้องใส่มิติใดเพิ่มเข้าไป และเราจะได้คำง่ายๆ ออกมาคำหนึ่ง นั่นคือทั้งหมดเพื่อ “ความพอดี พอสมควร และอยู่ร่วมกันได้”
Balance Score Card หากใช้ชี้วัดอย่างถูกทิศ นำมาบริหารเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจทุกระดับในระยะยาว ไม่ใช่นำเอาตัวเลขมารวมๆ กันแล้วมาบอกว่ารัฐบาลเก่ง หรือนำมาใช้เพื่อผลักดันให้เกิดการเติบโตด้านตัวเลขอย่างเดียว แต่นำมาใช้เพื่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (Stakeholder) ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ได้ความเป็นธรรม
ประเทศไทยอาจจะก้าวสู่ความมีประสิทธิภาพเศรษฐกิจเพื่อไปสู้เพื่อนบ้าน สู้โลกได้ เป็นระบบเศรษฐกิจคุณภาพสูง สงสัยต้องเตรียมตารางมาลงคะแนน KPI เรื่องนี้ของประเทศแล้ว ขอดู Target ของท่านผู้บริหารประเทศก่อน อย่าลืมความริเริ่ม (Initiative) ด้วยครับ อยากเห็นเร็วๆ







