
ภาวะเช่นไรจูงใจให้ธุรกิจลงทุน จากมุมมองผู้ประกอบการ
โดย...ณัชพล จรูญพิพัฒน์กุล
โดย...ณัชพล จรูญพิพัฒน์กุล
การลงทุนภาคเอกชนถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาตั้งแต่อดีต
แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บทบาทดังกล่าวกลับลดลงอย่างมาก แม้ว่าประเทศไทยได้ผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ทั้งวิกฤตการเงินโลก วิกฤตมหาอุทกภัย และปัญหาทางการเมือง แต่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง
ความผันผวนของเศรษฐกิจต่างประเทศส่งผลให้ภาคการส่งออกชะลอตัวลงมากเป็นเหตุให้การบริโภคและการลงทุนต่างก็ซบเซาตามลงไป ดังนั้น การก้าวข้ามปัญหาและข้อจำกัดด้านการลงทุนภาคเอกชนจะทำให้หนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยกลับมาเป็นกลไกสำคัญที่มีประสิทธิภาพอีกครั้งที่จะก่อให้เกิดการจ้างงานและรายได้ซึ่งเพิ่มกำลังซื้อและทำให้การใช้จ่ายในประเทศขยายตัว
นอกจากนี้ การลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตและเทคโนโลยีจะช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยและภาคการส่งออกในอนาคตด้วย
บทความนี้ต้องการนำเสนอให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมของภาวะการลงทุนภาคเอกชนไทยในช่วงที่ผ่านมา พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงปัญหาและสาเหตุสำคัญที่ทำให้ธุรกิจชะลอการลงทุนในช่วงดังกล่าวผ่านมุมมองของผู้ประกอบการ รวมถึงนำเสนอในทางนโยบายของการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนในระยะต่อไป
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการลงทุนภาคเอกชนของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 ต่อ GDP ซึ่งต่ำกว่าระดับที่จะนำเศรษฐกิจไทยให้กลับไปขยายตัวได้เต็มศักยภาพที่ร้อยละ 4-5 จากการศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินว่า ระดับการลงทุนภาคเอกชนที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เต็มศักยภาพควรอยู่ที่ร้อยละ 26 ต่อ GDP และหากเรามาพิจารณาในมิติของอัตราการขยายตัวแล้ว พบว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนภาคเอกชนโดยเฉลี่ยหดตัว เป็นไปในทิศทางเดียวกับการเคลื่อนไหวของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index หรือ MPI) ที่หดตัวในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน
ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจส่วนใหญ่ลดปริมาณการลงทุนเนื่องจากยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่มากตามการชะลอตัวของอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบชัดเจนขึ้น รวมถึงอุปสรรคบางประการจากกฎเกณฑ์ภาครัฐ ทั้งนี้แม้ในปีที่ผ่านมา ภาครัฐพยายามใช้มาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้น แต่ดูเหมือนมาตรการยังไม่ส่งผลต่อการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนเท่าที่ควร จึงเกิดคำถามว่าอะไรเป็นสาเหตุที่เหนี่ยวรั้งให้การลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอดีตและเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค
จากข้อมูลเชิงลึกด้านภาวะการลงทุนและแนวโน้มของภาคธุรกิจที่ได้จากการสอบถามความคิดเห็นของผู้ประกอบการทุกสาขา ธุรกิจทั่วประเทศจำนวน 747 บริษัท ในปี 2558 ภายใต้โครงการ Business Liaison Programme หรือ BLP จัดทำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า ประมาณหนึ่งในสามหรือจำนวน 273 บริษัท เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม
ในกลุ่มนี้มีเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่มีแผนการลงทุน ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ลงทุนเพื่อขยายอาคารและโรงงาน (ร้อยละ 16) ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นการใช้เม็ดเงินลงทุนที่สูงกว่าการลงทุนประเภทอื่นๆ การลงทุนขนาดใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงบางกลุ่มธุรกิจเท่านั้น ไม่ได้กระจายแบบ Broadbased ได้แก่
(1) กลุ่มธุรกิจที่ได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐที่ชัดเจน เช่น กลุ่มธุรกิจผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม กลุ่มธุรกิจยานยนต์และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ (2) กลุ่มธุรกิจการค้าและบริการ ตามการขยายตลาดตามแนวโน้มการเติบโตของเมืองและทิศทางอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่องโดยเฉพาะธุรกิจห้างสรรพสินค้า และธุรกิจโรงพยาบาล
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า กลุ่มธุรกิจเหล่านี้มีสัดส่วนการผลิตน้อยในภาคการผลิตทั้งหมด อยู่ที่ร้อยละ 24 ของ GDP โดยแบ่งเป็นธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ร้อยละ 12 ธุรกิจโทรคมนาคมและไปรษณีย์ ร้อยละ 4 ธุรกิจยานยนต์ ร้อยละ 3 ธุรกิจผลิตพลังงานไฟฟ้า ร้อยละ 3 ธุรกิจก่อสร้างภาคเอกชน ร้อยละ 1 และธุรกิจโรงพยาบาลภาคเอกชน ร้อยละ 1
ทั้งนี้ หากเราพิจารณาการลงทุนจากมุมมองการนำเข้าสินค้าทุน พบว่าถ้าไม่นับรวมการลงทุนในกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมและธุรกิจพลังงานซึ่งมีมูลค่าการนำเข้าสินค้าทุนสูง จะเห็นว่าการนำเข้าสินค้าทุนของกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่าการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing) ยังคงชะลอตัว
จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จากมุมมองของผู้ประกอบการ เราอาจประเมินได้ว่าการลงทุนภาคเอกชนของไทยในปีนี้น่าจะยังมีแนวโน้มชะลอตัว ซึ่งหากเราต้องการตอบคำถามที่ว่า “ภาวะเช่นไรจูงใจให้ธุรกิจลงทุน” นั้น เราก็คงต้องมาดูถึงสาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจชะลอการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจะครอบคลุมถึงปัจจัยเชิงวัฏจักรจากภาวะอุปสงค์ชะลอตัว ข้อจำกัดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านแรงงานและด้านเทคโนโลยี รวมถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ของภาครัฐที่ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนภาคเอกชน ผมจะได้นำเสนอในบทความต่อไปครับ







