
เลือกตั้งสหรัฐ
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
ได้เวลาที่เราจะกลับมาทบทวนความคืบหน้าของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้งแล้วครับ วันสำคัญของการเลือกตั้งเบื้องต้นที่เรียกว่าซูเปอร์ทิวส์เดย์เพิ่งผ่านไปหมาดๆ มีความชัดเจนมากขึ้นว่าใครจะได้เป็นตัวแทนของ 2 พรรคใหญ่ เพื่อการชิงชัยในเดือน พ.ย.ที่จะถึงนี้
หลายเดือนที่ผมว่างเว้นไป มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นหลายเรื่อง รวมทั้งจำนวนผู้เล่นก็เหลือน้อยลง เพราะผู้สมัครที่รู้ตัวว่าไม่เหลือความหวังแล้ว ได้ทยอยประกาศถอนตัวจากการแข่งขัน ผมขอแยกเรื่องของพรรคเดโมแครตกับพรรครีพับลิกันออกจากกันนะครับ เพราะจุดเริ่มต้นต่างกันและพัฒนาการที่ต่อเนื่องตามมาก็ไม่เหมือนกัน
ขอไปเรื่องของพรรครีพับลิกันก่อนเพราะมีสีสันมากกว่า และเป็นที่สนใจของทั้งคนอเมริกันและคนทั่วโลก เริ่มจากการที่มีคนประกาศตัวลงแข่งขันมากเป็นประวัติการณ์ถึง 17 คน มาถึงวันนี้ส่วนใหญ่ได้ถอนตัวแล้วเหลือเพียง 5 คน และเป็นไปได้ที่จะเหลือน้อยลงไปอีกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ที่น่าสนใจเป็นพิเศษในหมู่คนที่ถอนตัวแล้วมี คาร์ลี ฟิโอรินา ผู้สมัครหญิงคนเดียวของพรรครีพับลิกัน ซึ่งในการโต้วาทีรอบแรก ผู้ดูส่วนใหญ่บอกว่าเธอเด่นที่สุด ทำให้คะแนนนิยมของเธอสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ถึงทางตัน อีกคนคือ คริส คริสตี นักการเมืองฝีปากกล้า ซึ่งเมื่อ 4 ปีก่อนหลายคนคาดว่าปีนี้เขาจะเป็นผู้นำทัพรีพับลิกันลงช่วงชิงทำเนียบขาวคืนจากเดโมแครต แต่แล้วเขาก็ทำให้ชาวรีพับลิกันจำนวนหนึ่งเสียความรู้สึก เพราะหลังจากเกิดเฮอริเคนถล่มนิวเจอร์ซีย์ที่เขาเป็นผู้ว่าการรัฐ เขาออกมาแสดงความชื่นชมประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่ไปช่วยเยียวยาผู้ประสบภัย ทำให้ภาพลักษณ์ของโอบามาที่กำลังตกต่ำกลับดีขึ้นและชนะการเลือกตั้งในเวลาต่อมาอย่างง่ายดาย
ผู้สมัครรีพับลิกันอีกคนที่เพิ่งประกาศถอนตัว คือ เจบ บุช ซึ่งมีทั้งพ่อและพี่ชายเป็นอดีตประธานาธิบดี ก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ ลงสมัคร บุชเป็นรีพับลิกันที่ได้คะแนนนิยมสูงสุด รวมทั้งกล่าวกันว่าเขามีฐานสนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุดอีกด้วย ผู้สมัครรีพับลิกันอีกคนยังไม่ถอนตัว แต่คะแนนนิยมตกต่ำอย่างน่าใจหาย จนอยู่ในอันดับรั้งท้าย คือ เบน คาร์สัน หลายเดือนก่อนความนิยมในตัวเขาแซงหน้าผู้สมัครคนอื่นๆ ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 รองจากทรัมป์
กล่าวกันว่าในหมู่ 5 คนที่เหลือ มีเพียง 3 คนแรกที่มีโอกาส นั่นก็คือ ทรัมป์ มาร์โก รูบิโอ และเท็ด ครูซ โดยทรัมป์เป็นผู้นำ อีก 2 คนตามมาห่างๆ ความหวังของอันดับ 2-3 อยู่ที่ทรัมป์อาจจะสะดุดขาตัวเองหรือกระแสต่อต้านทรัมป์ที่มีอยู่มากมาย ทั้งภายในและภายนอกพรรคจะแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง
มากขึ้น
ด้านพรรคเดโมแครต ฮิลลารี คลินตัน มีประสบการณ์ที่โดดเด่นเหนือคู่แข่งทั้งในพรรคเดียวกันและพรรคตรงข้าม แต่นี่ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอตกเป็นเป้าของการโจมตีจากรอบด้าน เธอมีจุดอ่อนที่ทำให้ถูกเล่นงานอยู่ 2 เรื่อง คือ เรื่องภาษีเงินได้และเรื่องอีเมล โดยเรื่องอีเมลเป็นเรื่องของความควรไม่ควรที่เธอใช้แอดเดรสส่วนตัวในการรับส่งข้อมูลของทางการ ซึ่งบางเรื่องถือเป็นความลับของทางราชการ
ตั้งแต่ก่อนคลินตันประกาศตัว คะแนนนิยมของเธอสูงลิ่วจนแทบไม่มีใครคิดจะลงแข่ง มีเพียง เบอร์นี แซนเดอร์สที่ยืนหยัดต่อสู้มาแต่ต้นทั้งๆ ที่เมื่อหลายเดือนก่อน คะแนนนิยมห่างกันหลายช่วงตัว แต่มาถึงวันนี้ แซนเดอร์สประสบความสำเร็จในการแซะ จนเกือบจะตามทัน หากคลินตันสะดุดขาตัวเอง หรือมีการค้นพบข้อมูลในเชิงลบอื่นๆ เกี่ยวกับตัวเธอ เขาอาจกลายเป็นตัวแทนพรรคแบบไร้คู่แข่งอย่างง่ายดาย
ต้องบอกว่าการตัดสินใจลงชนกับคลินตันของแซนเดอร์สเป็นการลงทุนที่เกินคุ้ม นักการเมืองท้องถิ่นระดับโนเนมสู้กับนักการเมืองอาวุโสที่มีชื่อเสียงระดับโลก เขาไม่มีอะไรจะเสีย แพ้ก็เสมอตัว แต่หากบังเอิญชนะก็จะดังเป็นพลุแตก เท่าที่ผ่านมาเพียงไม่กี่เดือน เขาก็ได้ยกระดับตัวเองในทางการเมืองขึ้นมาอย่างเต็มภาคภูมิ น่าเสียดายที่เขาอายุ 74 ปีแล้ว มิฉะนั้นถึงแพ้ในครั้งนี้ ก็จะเป็นการปูทางที่ดีสำหรับอนาคต
ย้อนกลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน หากทุกอย่างเป็นไปตามคาด ผู้ที่จะได้เป็นตัวแทนของ 2 พรรคใหญ่น่าจะเป็นคลินตันจากเดโมแครตและทรัมป์จากรีพับลิกัน มีประเด็นที่น่าสนใจที่ผมอยากจะพูดถึงเกี่ยวกับบุคคลทั้งสองดังนี้
สำหรับคลินตัน 8 ปีก่อน ความเป็นผู้หญิงของเธอเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาของผู้มีสิทธิออกเสียงชาวอเมริกัน กล่าวคือ เกิดคำถามในใจชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยว่า ผู้หญิงเหมาะที่จะเป็นประธานาธิบดีหรือไม่ แต่มาถึงวันนี้ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นประเด็นแม้แต่น้อย ผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะคลินตันอาวุโสและมีประสบการณ์ทางการเมืองสูงมาก สูงกว่าผู้สมัครคนอื่นทุกคนของทั้งสองพรรค อีกส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนอเมริกันเห็นผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในประเทศอื่นๆ เกือบจะเรียกได้ว่านับไม่ถ้วน และต่างทำหน้าที่ได้ไม่ขาดตกบกพร่อง เป็นที่ยอมรับของสังคมทั่วไปอย่างกว้างขวาง
สำหรับทรัมป์ เขาเป็นคนปากกล้า ปากไว และดูเหมือนจะสร้างศัตรูไปทั่ว ในอดีตเขาเคยพูดเรื่องจะไม่ให้มุสลิมเข้าประเทศ เมื่อเร็วๆ นี้เขาพูดว่าจะสร้างกำแพงกั้นตลอดแนวชายแดนสหรัฐกับเม็กซิโก ทำเอาพระสันตะปาปาต้องออกโรงตำหนิเขา แต่แทนที่เขาจะลดราวาศอกให้กับผู้ทรงศีล กลับสวนกลับแบบไร้ความเกรงใจ ที่น่าประหลาด คือ มีโพลไปสำรวจความคิดเห็นของชาวอเมริกัน ปรากฏว่ามีคนเห็นด้วยกับทรัมป์มากกว่ากับพระสันตะปาปาเป็นจำนวนมาก
ล่าสุด ทรัมป์พลาดเกี่ยวกับเรื่องพวกหัวรุนแรงเหยียดผิวขวาจัดคลู คลักซ์ แคลน แต่เขาก็แก้ตัวว่าหูฟังเสีย ขณะให้สัมภาษณ์พฤติกรรมและอุปนิสัยของทรัมป์ทำให้คนจำนวนไม่น้อย รวมทั้งคนวงในของพรรครีพับลิกันอึดอัด แม้ว่าคนจะนิยมเขามากกว่าผู้สมัครรีพับลิกันคนอื่นๆ แต่ก็มีคนเกลียดเขาและยอมรับเขาไม่ได้เลยมากกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ เช่นกัน ยิ่งเขาเข้าใกล้เส้นชัย ขบวนการต่อต้านเขาก็ยิ่งเผยโฉมออกมาให้เห็นมากขึ้นเป็นลำดับ
มีคนจำนวนมากที่บอกว่า นึกไม่ออกว่าคนอย่างทรัมป์จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐได้อย่างไร แต่ส่วนตัวผมต้องขอเห็นต่าง ผมอยากยกตัวอย่างเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ในขณะนั้นก็มีคนจำนวนมากที่นึกภาพไม่ออกว่าคนผิวสีจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐได้อย่างไร แต่โอบามาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นได้ ไม่เพียงสมัยเดียว แต่ยังได้รับเลือกกลับมาเป็นสมัยที่ 2
ในเวลาไล่เลี่ยกัน อีกกลุ่มหนึ่งก็บอกว่า นึกไม่ออกว่าผู้หญิงจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐได้อย่างไร ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีผู้หญิงในตำแหน่งนี้ แต่ความสงสัยก็มลายหายไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
ผมขอลา 2 สัปดาห์เพื่อเดินทางไปต่างประเทศ จะกลับมาพบท่านผู้อ่านอีกครั้งวันพฤหัสบดีที่ 24 มี.ค. 2559 นะครับ







