
กระบวนทัศน์ราชการไทย ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์
โดย...ดร.ฐากูร นิ่มสมบุญ
โดย...ดร.ฐากูร นิ่มสมบุญ
ในสังคมปัจจุบันการทำงานและการตัดสินใจต้องเร็วเพื่อชิงความได้เปรียบในการตอบสนองกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ในพริบตา ทุกคนใช้เทคโนโลยีในการสื่อสาร สามารถส่งข้อมูลต่างๆ ถึงกันได้
ทั่วโลกโดยไม่เสียเวลา ทำให้แทบจะต้องทำงานกันตลอด 24 ชั่วโมง
สำหรับภาคเอกชนนั้น คำว่าโครงสร้างองค์กรหรือระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติมีความสำคัญน้อยลงกว่าเมื่อก่อนมาก เพราะจำเป็นต้องตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ผันผวนให้ได้ทันเวลา ต้องชิงความได้เปรียบจากคู่แข่งมาให้ได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับระบบราชการที่ยังคงยึดติดกับโครงสร้างองค์กรกฎระเบียบ และวิธีปฏิบัติอย่างเหนียวแน่น การเปลี่ยนโครงสร้างแต่ละครั้งต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติและต้องจัดเตรียมงบประมาณ คน หรือทรัพยากรอื่นๆ อีก ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ถึง 1 ปี ซึ่งช้าเกินไปที่จะตอบสนองให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงแบบวันต่อวัน
ปัญหาที่กล่าวถึง สะท้อนให้เห็นได้จากกรณีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีโครงสร้างใหญ่โต มีสายการบังคับบัญชาและอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน มีการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางคล้ายๆ กับทหาร ซึ่งที่ผ่านมาตำรวจมักจะต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างมาตลอด โดยในแต่ละครั้งต้องใช้เวลานาน เพราะต้องทำตามระเบียบกฎหมาย จะเดินทางไปราชการยังต้องขออนุมัติตามลำดับชั้น เป็นหนังสือตามระเบียบ และต้องขึ้นอยู่กับงบประมาณที่มีอยู่จำกัด
ในขณะที่สภาพการณ์ของสังคมและลักษณะการกระทำความผิดเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีกฎหมายใหม่ๆ ออกมาตลอดเวลา เช่น การครอบครองและเผยแพร่สื่อลามกเด็ก อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ฯลฯ กลายเป็นว่าคนร้ายเร็วกว่าตำรวจเพราะไม่ติดขัดในเรื่องโครงสร้าง งบประมาณ ไม่ต้องขออนุมัติ ติดต่อกันข้ามประเทศไม่ต้องผ่านหน่วยงานส่วนกลาง เมื่อตำรวจเองยังปรับเปลี่ยนองค์กรไม่เสร็จ ยังแต่งตั้งกันไม่จบ
สรุปคือองค์กรอุ้ยอ้าย จะทำอะไรก็ติดขัดกับโครงสร้าง กฎระเบียบ ขั้นตอนการปฏิบัติ ไม่สามารถตอบสนองต่อสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ทันที ทำได้เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น
หากพิจารณาให้ดีถึงปัญหาของการที่ต้องยึดติดกับโครงสร้าง ขั้นตอน และกฎระเบียบของราชการดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่าสาเหตุหนึ่งของปัญหาดังกล่าวอยู่ที่กระบวนทัศน์ของผู้บริหารระบบราชการที่ยึดติดกับกระบวนการควบคุม ตรวจสอบ รวมอำนาจการตัดสินใจ ทำให้ต้องออกระเบียบขั้นตอนต่างๆ มากมายไ ม่ว่าจะเป็นการเสนองานตามลำดับชั้น อำนาจการตัดสินใจถูกมอบให้กับผู้ปฏิบัติเป็นบางส่วนไม่ได้มอบอำนาจให้ทั้งหมด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความรอบคอบและเป็นระบบประกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม กระบวนทัศน์ดังกล่าวอาจเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในอดีตเมื่อหลายสิบปีที่แล้วที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แต่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันแน่นอน
ถ้าเรามองในมุมของทฤษฎี x ทฤษฎี y ของ ดักลาส แมคเกรเกอร์ จะพบว่าผู้บริหารระบบราชการมักจะมีกระบวนทัศน์แบบทฤษฎี x ที่มองคนส่วนใหญ่ในแง่ลบ เกียจคร้าน สามารถที่จะทำเรื่องที่ผิดพลาดได้ง่าย จึงจำเป็นต้องจัดระบบควบคุมด้วยกฎระเบียบและขั้นตอนที่รอบคอบเป็นการป้องกันการทุจริตหรือการตัดสินใจที่ผิดพลาด
แต่หากเปลี่ยนกระบวนทัศน์เป็นทฤษฎี y ที่มองทุกคนในแง่ดี ขยันทำงาน ความผิดพลาดเกิดขึ้นจากความไม่ได้ตั้งใจ กฎระเบียบย่อมไม่จำเป็นต้องมีไว้ควบคุมกันทุกขั้นตอน หรือถ้ามี ก็เพื่อสนับสนุนการทำงานให้ดีขึ้นมากกว่าเพื่อควบคุม
เรื่องนี้เป็นเพียงเส้นผมบังภูเขา หากกระบวนทัศน์ของผู้บริหารไม่เปลี่ยนแปลงจากทฤษฎี x เป็นทฤษฎี y แล้วความพยายามของระบบราชการในการตอบสนองต่อสถานการณ์ให้ทันเวลาน่าจะเป็นไปได้ยาก ข้าราชการทำงานแบบไม่มีความสุข ไม่อยากทำงาน ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ท้ายสุดกลายเป็นว่าทำงานผ่านไปวันๆ เพราะถูกควบคุมจับผิดด้วยกฎระเบียบตลอดเวลา
นอกจากนี้ ยังเป็นการฟ้องตัวเองด้วยว่า ผู้บริหารไม่มีความมั่นใจต่อระบบการคัดเลือกคนหรือระบบการตรวจสอบการทำงานของราชการอีกด้วย
ในบางประเทศมีการแก้ไขปัญหานี้โดยการดึงตัวผู้บริหารมือดีของภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้บริหารในระบบราชการเพื่อปรับกระบวนทัศน์และกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของระบบ
สำหรับประเทศไทยแล้วอาจต้องหาวิธีอื่น แต่อย่างน้อยที่สุดต้องไม่ทำให้กระบวนทัศน์ของผู้บริหารเป็นอุปสรรคต่อการตอบสนองให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปให้ได้







