posttoday
เอเชียเร่งแก้ปัญหาพื้นฐาน ลุยกวาดล้าง ‘บริษัทซอมบี้’

เอเชียเร่งแก้ปัญหาพื้นฐาน ลุยกวาดล้าง ‘บริษัทซอมบี้’

03 มีนาคม 2559

การปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของจีนลงจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ” โดยบริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เมื่อวานนี้

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

การปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของจีนลงจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ” โดยบริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เมื่อวานนี้ จากปัจจัยกังวลเรื่องหนี้ที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงทางการคลัง และการปฏิรูปเศรษฐกิจที่อาจไม่ได้ตามเป้า อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรในมุมมองของตลาดทุน หลังดัชนียังพุ่งขึ้นได้แบบเขียวยกกระดานในหลายประเทศทั่วเอเชียวานนี้

เพราะอันดับเครดิตประเทศของจีนนั้นยังอยู่ในระดับสูงกว่าหลายประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ด้วยกัน เช่น บราซิล ที่หล่นสู่ระดับจังก์ไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่จีนอยู่ในอันดับ 4 จากบนสุดของตารางที่ Aa3 หรือยังเหลือถึง 7 ขั้นกว่าจะแตะระดับจังก์

อย่างไรก็ตาม แม้อันดับเครดิตของจีนจะไม่มีอะไรน่ากลัวในขณะนี้ แต่ปัญหาที่มูดี้ส์เตือนมาถือได้ว่าเป็นของจริงที่นอกจากจีนจะต้องกังวลแล้ว ก็ยังต้องเร่งแก้ไขโดยเร็วด้วย โดยเฉพาะปัญหาในเชิงรายละเอียดของกองหนี้มหาศาลของจีน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือหนี้สินในภาครัฐวิสาหกิจที่กำลังถูกเรียกขานว่าเป็นเหล่า “บริษัทผีดิบ” (Zombie Companies)

บริษัทผีดิบอาจไม่ใช่คำเปรียบเปรยที่เกินจริงไปนัก หากพิจารณาข้อมูลในเชิงตัวเลขที่เป็นปัญหาในหลายด้านของภาครัฐวิสาหกิจจีนทั้งหมด 18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 642 ล้านล้านบาท) ไม่ว่าจะเป็นหนี้จำนวนมากที่เกิดจากการบริหารจัดการไร้ประสิทธิภาพ และเกิดการผลิตส่วนเกินมหาศาล เงินที่ถมไปช่วยก็มีแต่จมไม่เคยเติมเต็มได้ อีกทั้งยังฉุดความพยายามที่จะเดินหน้าเศรษฐกิจของประเทศด้วย

ศ.ฉีกัง จากมหาวิทยาลัย ไชนีส ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟ ฮ่องกง ประเมินว่า หนี้สินของภาครัฐวิสาหกิจจีนเพิ่มขึ้นจาก 55% เมื่อปี 2007 ไปอยู่ที่ 62% แล้วในปัจจุบันนี้ โดยเป็นแรงกดดันส่วนหนึ่งในหนี้รัฐบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางหนี้ทั้งหมดจากทุกภาคส่วนในจีนที่ขยายตัวขึ้นจาก 6.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 235 ล้านล้านบาท) เมื่อกลางปี 2007 ไปเป็น 31.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,138 ล้านล้านบาท) ในกลางปีที่แล้ว

ขณะที่มูดี้ส์คาดการณ์ว่า หนี้ภาครัฐของจีนจะเพิ่มขึ้นแตะ 40.6% ของจีดีพีในปี 2015 เพิ่มขึ้นจาก 32.5% ของปี 2012 และอาจเพิ่มเป็น 43% ของจีดีพีในปี 2016 เนื่องจากรัฐบาลปรับเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐและลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมเหล็กของจีนยังเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน โดยมีขนาดใหญ่มากกว่าการผลิตของญี่ปุ่น สหรัฐ และเยอรมนี รวมกัน จากการคำนวณของบริษัทที่ปรึกษาโรเดียม กรุ๊ป พบว่า กำลังการผลิตเหล็กที่เพิ่มขึ้นถึง 57% ในปี 2014 นั้น มาจากจีนเพียงแค่ประเทศเดียวถึง 91% ทั้งที่ภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวดี และไม่ได้ต้องการซัพพลายเหล็กมากขนาดนั้น

จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จะไม่สามารถหาทางออกอื่นได้อีกนอกจากก้มหน้ายอมรับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีการพูดถึงการเตรียมปฏิรูปรัฐวิสาหกิจตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และเริ่มพูดถึงมาตรการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมในสัปดาห์นี้ ซึ่งมีขึ้นก่อนการประชุมใหญ่สภาประชาชนจีน เพื่อรับรองแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปีในวันที่ 5 มี.ค.นี้

ปัญหาสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่จีนต้องรับมือในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ก็คือ การรองรับคนตกงานจำนวนมหาศาล ซึ่งทางการจีนเปิดเผยเบื้องต้นว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.8 ล้านคน ทว่าแหล่งข่าวทางการจีนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้เปิดเผยกับรอยเตอร์ส
ว่า ตัวเลขการเลย์ออฟจริงอาจสูงถึง 5-6 ล้านคน ภายในช่วง 2-3 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งเบื้องต้นมีแผนตั้งเป็นกองทุนขนาด 1.5 แสนล้านหยวน (ราว 8.2 แสนล้านบาท) เพื่อรับมือกับปัญหานี้แล้ว

ก่อนหน้านี้ จีนเองเคยเผชิญปัญหาคล้ายคลึงกันนี้มาก่อนและต้องปฏิรูปใหญ่ในสมัยประธานาธิบดี จูหรงจี ในช่วงทศวรรษ 1990 โดยมีการลดคนในภาครัฐวิสาหกิจจาก 70 ล้านคน ในปี 1997 มาเป็น 37 ล้านคน ภายในปี 2005 จนเริ่มเข้ารูปเข้ารอยขึ้น ทว่าปัญหานี้ก็เริ่มกลับมาปะทุอีกหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2008 ที่ทำให้รัฐต้องใช้มาตรการอัดงบการคลังกระตุ้นมหาศาล และทำให้รัฐบาลท้องถิ่นเร่งใช้เงินผ่านรัฐวิสาหกิจจนนำไปสู่ปัญหาสะสมตามมาอีกครั้ง

ปัญหาของบริษัทผีดิบเหล่านี้ไม่ใช่เพียงปัญหาเฉพาะที่เกิดกับจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาร่วมที่หลายประเทศเอเชียต่างก็ประสบปัญหากันมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น “เวียดนาม” ที่เดินหน้าแก้ปัญหาในภาครัฐวิสาหกิจมาก่อนหน้านี้เช่นกัน หรือ “ญี่ปุ่น” และ “เกาหลีใต้” ที่เกิดภาวะผีดิบในกลุ่มบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ และกลายเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมลงไปด้วย

กรณีของญี่ปุ่นนั้น หลายบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยเป็นทัพหน้าผลักดันเศรษฐกิจญี่ปุ่น กลับประสบปัญหาที่ต่อเนื่องมาจากทศวรรษ 1990 จนกลายเป็นบริษัทซอมบี้ในปัจจุบัน เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งยุคใหม่ในเวทีโลกได้เหมือนก่อน อีกทั้งยังติดขัดกับวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิมๆ ที่เชื่องช้า ทำให้ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงได้ และกลายเป็นแรงฉุดอย่างหนึ่งที่ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐไม่ได้ผลเท่าที่ควร

กรณีที่เห็นได้ชัดที่สุดเพิ่งเกิดขึ้นกับ ชาร์ป คอร์ปอเรชั่น ที่มีผลประกอบการขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง จนไม่สามารถพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากเจ้าหนี้หลักอย่าง มิซูโฮ และแบงก์ ออฟ โตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (บีทีเอ็มยู) ได้อีกต่อไป แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้รัฐยอมปล่อยให้บริษัทซอมบี้เหล่านี้ล้มลงไปตามกลไกตลาด ทว่าในความเป็นจริง ไม่เพียงแต่บริษัทเหล่านี้จะประทับตราเจแปน อิงค์ ไว้บนหน้าผาก แต่ยังมีการจ้างงานจำนวนมาก เช่น ชาร์ป ที่จ้างงานถึง 5 หมื่นอัตรา ทำให้รัฐบาลต้องเสนอแผนอุ้มผ่านกองทุนบรรษัทนวัตกรรมญี่ปุ่น (ไอเอ็นซี) เข้าไปเสนอซื้อชาร์ป แข่งกับฟ็อกซ์คอนน์จากไต้หวัน

เกาหลีใต้เองก็เผชิญปัญหาเช่นเดียวกันนี้มาก่อนกับภาคบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถทำกำไรได้ เช่น บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมต่อเรือ ที่รัฐบาลพยายามปรับโครงสร้างไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยในปีที่ผ่านมาเกาหลีใต้มีบริษัทที่เข้าข่ายนี้เพิ่มขึ้นเป็น 3,295 แห่ง จาก 2,698 แห่ง ในปี 2009 โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 15% ของบริษัทเอกชนในประเทศที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1 หมื่นล้านวอน (ราว 307 ล้านบาท)

เพราะยิ่งปล่อยไว้ ก็ยิ่งฉุดรั้งความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจในเวลานี้ พร้อมกับเสียงบประมาณที่ถมไม่มีวันเต็ม

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี