
ปมสมาร์ทการ์ด ผลประโยชน์บนทุกข์ประชาชน
“ปัญหาบัตรสมาร์ทการ์ด กลายเป็นปัญหาที่ทำให้ชาวบ้านตาดำๆ อยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะวันดีคืนดียังไม่รู้ว่าบัตรที่ถืออยู่ในมือทุกวันนี้ผิดกฎหมายหรือไม่ และมีการตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่า เรื่องนี้กำลังมีใครแสวงหาประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชนหรือเปล่า”
“ปัญหาบัตรสมาร์ทการ์ด กลายเป็นปัญหาที่ทำให้ชาวบ้านตาดำๆ อยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะวันดีคืนดียังไม่รู้ว่าบัตรที่ถืออยู่ในมือทุกวันนี้ผิดกฎหมายหรือไม่ และมีการตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่า เรื่องนี้กำลังมีใครแสวงหาประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชนหรือเปล่า”
ปมปัญหาบัตรประชาชนเอนกประสงค์ หรือบัตรสมาร์ทการ์ด เป็นเรื่องอื้อฉาวครั้งใหญ่อีกครั้งของกระทรวงมหาดไทย ภายใต้การบริหารงานของ “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” รมว.มหาดไทย ที่มีการกำกับโดยคณะทำงานรัฐมนตรีที่มี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เป็นผู้ดูแลอีกชั้นหนึ่ง เรื่องดังกล่าวปะทุขึ้นมาหลังจากที่หลายเดือนมานี้ประชาชนที่ไปทำบัตรสมาร์ตการ์ดแต่กลับได้บัตรเหลืองมาแทน กลายเป็นปัญหาที่ทำให้ชาวบ้านตาดำๆ อยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะวันดีคืนดียังไม่รู้ว่าบัตรที่ถืออยู่ในมือทุกวันนี้ผิดกฎหมายหรือไม่
หลังจากที่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยได้ร่อนใบปลิวทั่วกระทรวงตั้งข้อสังเกตว่าหากมีการตีความตามตัวอักษรเหมือนที่คณะกรรมการกฤษฎีว่าไว้ว่าบัตรประชาชนต้องมีสีขาว สีฟ้า เท่านั้น อาจจะส่งผลให้บัตรประชาชน 49 ล้านใบ ที่ใช้งานอยู่ตอนนี้เป็นโมฆะได้เพราะทุกใบล้วนแต่ผิดกฎกระทรวง เพราะมีการออกแบบที่เหนือกว่ากฎกระทรวงกำหนดไว้ทั้งสิ้น เนื่องจากมีวัสดุการป้องกันการปลอมแปลงซ่อนไว้ ปัญหาคาราคาซังในเรื่องนี้ถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่า เรื่องนี้กำลังมีใครแสวงหาประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชนหรือเปล่า
ทั้งนี้กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นมาหลังจากที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในยุคของ ”ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี” ส่งมอบบัตรสมาร์ตการ์ด จำนวน 6 แสนใบให้กระทรวงมหาดไทยเห็นชอบ แต่ปรากฏว่ากรมการปกครองในยุคของ “มงคล สุระสัจจะ” อธิบดีกรมการปกครองคนปัจจุบัน ไม่ยอมรับโดยระบุว่าบัตรดังกล่าวไม่เป็นไปตามกฎกระทวงฉบับที่ 22 ที่กำหนดให้บัตรประชาชนมีสีขาว สีฟ้า เพราะหมดมีเส้น สีแดง (Micro text) พาดผ่านตำแหน่งพิมพ์รูปภาพด้านหน้าบัตร จึงไม่เป็นไปตามสเปคของกฎกระทรวง จนทำให้บัตรประชาชนล็อตดังกล่าวถูกระงับใช้และเป็นที่มาที่ทำให้ประชาชนได้บัตรเหลืองแทนที่จะได้บัตรสมาร์ตการ์ดในปัจจุบัน
ที่มาที่ไปในเรื่องนี้มองเผินๆ อาจจะเห็นว่าเป็นเพียงความขัดแย้งกันทางกฎหมาย แต่เมื่อพิจารณาเชิงลึกจะพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดส่วนหนึ่งมาจากปัญหาระหว่างพรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะปัญหาระหว่างกลุ่มของ “พินิจ จารุสมบัติ” และ “ ไพโรจน์ สุวรรณฉวี” ที่มีปัญหาเรื่องพื้นที่เลือกตั้งทับซ้อนกับพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคอีสาน ชนิดที่ต้องสู้กันชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน โดยเฉพาะในส่วนของโคราชที่มีเค๊กถึง 16 ที่นั่ง ที่ “เนวิน ชิดชอบ” แกนนำตัวจริงของพรรคภูมิใจไทย มอบหมายให้ “บุญจง วงศ์ไตรรัตน์” รมช.มหาดไทย เจ้าถิ่นโคราชเป็นแม่ทัพเมืองย่าโม เพื่อต่อสู้กับเจ้าของฐานเสียงเดิมของ “ ไพโรจน์-ระนองรักษ์” รวมทั้งยังมีปัญหาเรื่องการกระจายงบท้องถิ่นที่พรรคภูมิใจไทยที่คุมกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นไม่กระจายงบให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ
นอกจากนี้พรรคเพื่อแพื่อแผ่นดินยังถูกขัดขาจากพรรคภูมิใจไทยอีกเรื่องการทำบัตรสมาร์ตการ์ด เมื่ออยู่ดีๆ กรมการปกครองก็ไม่เห็นชอบบัตรสมาร์ตการ์ด 6 แสนใบ ซึ่งผลิตโดยบริษัทวี-สมาร์ท จำกัด ซึ่งมี “วัชรี พรรณเชษฐ์” น้องสาวของ “วัชระ พรรณเชษฐ์” อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นเจ้าของ และมีทีท่าบริษัทวี-สมาร์ท ต้องจ่ายเสียหายจำนวนมาก จากการระงับบัตรดังกล่าว
ในที่สุดจึงมีเอาคืนจากพรรคเพื่อแผ่นดิน โดยการโหวตสวนไม่ไว้วางใจการทำงานของ “ชวรัตน์” และ “โสภณ ซารัมย์” รมว.คมนาคม ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา จนทำให้ทั้งสองคนได้คะแนนน้อยที่สุด คือ 234 และ 236 ตามลำดับ จนต้องมีการขับก๊ก “ไพโรจน์” และ “พินิจ” พ้นพรรคร่วมรัฐบาลในที่สุด
ไม่เพียงแต่สมาร์ตการ์ด ของประชาชนคนไทยจะตกเป็นเหยื่อเกมการเมืองของฝ่ายการเมืองด้วยกันเท่านั้น แต่บัตรสมาร์ตการ์ด ที่มีปัญหาอยู่นี้ ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานข้าราชการมหาดไทยที่แข็งข้อกับฝ่ายการเมือง จนมีการตั้งคำถามว่าการไม่เห็นชอบบัตรล็อต 6 แสนใบดังกล่าวเป็นการหาเหตุของฝ่ายเมืองบางกลุ่มที่ครอบงำกระทรวงมหาดไทยเพื่อหวังที่จะให้มีการประมูลการทำบัตรประชาชนใหม่หรือไม่
โดยเฉพาะ กรณีของ “ วงศ์ศักดิ์ สวัสดิพาณิชย์” อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ที่ถูกเด้งไปเป็นผู้ตรวจกระทรวงมหาดไทย 24 ชั่วโมง ด้วยเหตุผลที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั่วกระทรวงคลองหลอดว่าเป็นเพราะ “วงศ์ศักดิ์” ไม่สนองฝ่ายการเมืองเรื่องโครงการ ระบบคอมพิวเตอร์งานทะเบียนของกรมการปกครอง (ปค.) วงเงิน 3,490 ล้านบาท ที่ “วงศ์ศักดิ์” เห็นว่าการประกวดราคาไม่เป็นไปตามทีโออาร์ เนื่องจากมีการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนรายหนึ่งอย่างผิดปกติ
จนหลังจากที่ “วงศ์ศักดิ์ “ กระเด็นตกเก้าอี้อธิบดีกรมการปกครองได้ไม่นาน ปัญหาสมาร์ตการ์ดเกิดขึ้นทันที เพราะสมาร์ตการ์ด 6 แสนใบที่เป็นปัญหาเรื่องเส้นสีแดงนั้นมีการออกแบบในยุคที่ “วงศ์ศักดิ์” เป็นอธิบดีกรมการปกครองซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานออกแบบบัตรโดยตำแหน่ง และมีการตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อเอาผิด “วงศ์ศักดิ์” ทันที่
ขณะที่ “วงศ์ศักดิ์” เองเปิดตัวสู้เรื่องนี้อย่างเต็มที่ โดยย้ำว่า แท้ที่จริงแล้วบัตรประชาชนไม่ได้ผิดสเปกของกฎกระทรวงมหาดไทย ตรงกันข้าม กลับได้รับการออกแบบที่ป้องกัน|การปลอมแปลงอย่างเข้มงวดขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเส้นสีแดงที่พาดผ่านบนรูปนั้น หากมีการลบภาพออกและสวมรูปคนอื่นแทนจะรู้ว่าเป็นบัตรปลอมทันที
แต่เหตุที่มีการอ้างว่าบัตรผิดสเปก เพราะมีกลุ่มผู้ต้องการหาประโยชน์จากการล้มโครงการนี้ เพื่อจัดทำบัตรล็อตใหม่ที่มีมูลค่าโครงการเกือบพันล้านบาท และตั้งข้อสังเกตว่าเหตุที่เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2552 แต่กลับไม่มีการแก้ไข เพราะคณะทำงานรัฐมนตรีมหาดไทย (ที่มี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เป็นประธาน) ดองเรื่องไว้กว่า 3 - 4 เดือน จนทำให้ประชาชนที่ไปทำบัตรตอนนี้เดือดร้อน
ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในการรับรู้ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ตามลำดับ แต่ด้วยสภาพที่พรรคภูมิใจไทยขี่คอพรรคประชาธิปัตย์กินรวบได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ “อภิสิทธิ์” ขยับอะไรได้ไม่มากนัก โดยล่าสุด นายกฯได้ออกมาระบุว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ต้องยึดการวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา และขอให้เป็นข้อยุติ ส่วนเรื่องเส้นสีแดงที่มีการถกเถียงว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชนถือว่าเป็นความเห็นของฝ่ายต่างๆเท่านั้น
อย่างไรก็ตามคำตอบสุดท้ายในเรื่องนี้ จะมีการหารือกันของคณะกรรมการ 3 ฝ่าย คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงไอซีที และ คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งดูเหมือนว่า “จุติ ไกรฤกษ์” รมว.ไอซีที มีความเห็นว่าควรมีการแก้กฎกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้โครงการบัตรสมาร์ตการ์ดเดินหน้าไปได้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็วที่สุด ต้องติดตามว่าจะมีทางออกอย่างไร พรรคประชาธิปัตย์จะสามารถมีอิทธิพลเรื่องการตัดสินใจเหนือพรรคภูมิใจไทยได้หรือไม่
ทั้งนี้ ทางออกที่มีการประเมินไว้มีสองแนวทางคือ การออกกฎกระทรวงฉบับใหม่เพื่อรองรับบัตรสมาร์ตการ์ดที่ผลิตไว้เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน กับการทำบัตรใหม่ทั้งหมดอีก 26 ล้านเพื่อให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ซึ่งหากคำนวนคร่าวๆบัตรราคาใบละ 38 บาท รวมเป็นงบประมาณ 988 ล้านบาท และหากมีการแก้ไขบัตรที่มีการผลิตในปี 2550 ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาชี้ว่าผิดพลาดเช่นกันอีก 26 ล้านใบ จะทำให้สูญเสียงงบประมาณรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,976 ล้านบาททันที
ต้องติดตามว่าผู้มีอำนาจจะตัดสินใจเรื่องนี้อย่างไร จะตัดสินใจบนพื้นฐานของผลประโยชน์ประชาชน หรือตัดสินใจบนผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาล อีกไม่นานประชาชนคนไทยเจ้าของบัตรประชาชนจะได้รู้กัน







