
"พรเพชร"หนุนสว.สรรหา ชี้ จุดอ่อนน้อยที่สุด
“พรเพชร” หนุนมีส.ว.ต้องสรรหา ชี้ จุดอ่อนน้อยที่สุด เชื่อเลือกกลุ่ม 20 บล็อกโหวตง่าย อ้างไม่มีประเทศไหนทำกัน ยันไม่มีบทบัญญัติในร่างรธน. ชงคสช.สืบทอดอำนาจ
“พรเพชร” หนุนมีส.ว.ต้องสรรหา ชี้ จุดอ่อนน้อยที่สุด เชื่อเลือกกลุ่ม 20 บล็อกโหวตง่าย อ้างไม่มีประเทศไหนทำกัน ยันไม่มีบทบัญญัติในร่างรธน. ชงคสช.สืบทอดอำนาจ
วันที่ 3 มี.ค. ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงข้อเสนอของสนช.เรื่องรัฐธรรมนูญว่า การที่มีวุฒิสภาของประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยมี 2 สภามาตลอด ในระยะเริ่มต้นเรียกวุฒิสภาว่า สภาพี่เลี้ยง โดยให้เหตุผลว่า ประชาชนยังไม่เข้าใจในระบอบประชาธิปไตยมากนัก ดังนั้นในระยะเริ่มต้นวุฒิสภาจึงมาจากการแต่งตั้ง แต่พอเริ่มมีพัฒนาการจนเมื่อปี 2540 จึงได้มีวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และรัฐธรรมนูญปี 50 ก็เป็นการผสมผสานกันระหว่างการเลือกตั้งจาก 77 จังหวัด และการสรรหา แต่หลักการของวุฒิสภาในปัจจุบันเปลี่ยนไป จากที่เรียกว่า สภาพี่เลี้ยง ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นพี่เลี้ยงให้กับสภาผู้แทนราษฎรอีกแล้ว และหลักการที่เป็นการยอมรับในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยในปัจจุบัน คือ จำเป็นที่จะต้องมีตัวแทนขององค์กรกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ ซึ่งจะมาในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ ที่จะคอยดูว่า ร่างกฎหมายที่ผ่านจากสภาผู้แทนฯ โดยคำนึงถึงเสียงของประชาชนทั้งหลายที่ประกอบกันเป็นกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ
นายพรเพชร กล่าวว่า วุฒิสภาจึงมีลักษณะช่วยดูแลและเติมให้เต็มถึงความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งสภาผู้แทนฯที่มาจากการเลือกตั้งทางการเมือง ขณะนี้ประเทศไทยได้พัฒนามาขั้นการมีกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ เพื่อที่จะทำให้กฎหมายถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็ยึดถือหลักการนี้ โดยวิธีการ คือ การให้กลุ่ม 20 วิชาชีพเลือกไขว้กัน แต่จากการพิสูจน์ทางวิชาการไม่ปรากฏว่า มีระบบดังกล่าวใช้อยู่ในประเทศใดบ้าง แต่เคยมีการสรรหา หรือ การเลือกองค์กรในประเทศไทย ที่ให้กลุ่มวิชาชีพเลือกผู้แทนของตนเอง ผลคือ มีการสร้างบล็อกโหวตขึ้นมา ถือว่าไม่ได้ผลอย่างเต็มที่ในการจะมีตัวแทนกลุ่มวิชาชีพอย่างแท้จริง
“สนช.เกรงว่า การที่จะรีบด่วนใช้กระบวนการสรรหาส.ว.แบบไขว้กัน จะเป็นการเลือกเร็วเกินไปหรือไม่ หรือ เป็นการไปทดลองโดยที่ยังไม่มั่นใจหรือไม่ เพราะฉะนั้น สนช.จึงเห็นว่าการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่ใช้มานั้น ถือว่าเป็นระบบที่มีจุดอ่อนและข้อเสียน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับระบบแต่งตั้ง และระบบเลือกตั้ง เพราะระบบเลือกตั้งโดยตรง จะไปซ้ำซ้อนกับการเลือก ส.ส.” ประธานสนช.กล่าว
เมื่อถามว่าพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม เสนอให้สรรหาส.ว.ทั้งหมด ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี หลักเกณฑ์ที่คิดว่าเหมาะสมในช่วงเวลานั้นคืออะไร นายพรเพชร กล่าวว่า ตนได้พูดไปแล้วว่า หลักการที่จะมีส.ว.นั้นเพื่ออะไร และควรมาจากกลุ่มบุคคลใดก็ชัดเจนแล้ว และเมื่อกรธ.เสนอให้ใช้วิธีเลือกไขว้ สนช.ก็มองเห็นว่าจะเกิดปัญหาหลายอย่าง ถ้าให้วิเคราะห์กันจริง ๆ คงต้องพูดกันยาว ตนจึงได้เสนอให้นายมีชัยใช้ระบบสรรหาดีกว่า
เมื่อถามว่า หากใช้ระบบสรรหาจะทำอย่างไร ไม่ให้ถูกครหาว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ นายพรเพชร กล่าวว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันมาตลอดว่า ไม่มีการสืบทอดอำนาจ ดังนั้นจึงต้องดูต่อไป และในบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญนี้ยังไม่เห็นเรื่องการสืบทอดอำนาจ แต่ยังสงสัยอยู่ที่บอกกันว่าการเสนอให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯ 3 รายชื่อ และการลงคะแนนด้วยบัตรใบเดียว ตนไม่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับการสืบทอดอำนาจของ คสช.อย่างไร และสนช.มีมติไม่เห็นด้วย เรื่องการเลือกตั้งบัตรใบเดียว รวมทั้งการให้พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็นนายก ฯ
เมื่อถามว่าเพื่อป้องกันข้อครหาบุคคลที่เป็นคณะกรรมการสรรหาส.ว. ไม่ควรมีคนที่เป็น คสช. สนช. หรือไม่ นายพรเพชร กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ดูเรื่องคณะกรรมการสรรหา จึงไม่อยากไปก้าวล่วง หรือชี้นำ เพราะมีกระบวนการต่าง ๆ อยู่แล้ว และกรธ.มีวิจารณญาณที่จะดูว่า คณะกรรมการสรรหาควรมาจากอะไร แต่ต้องระมัดระวังเรื่องการสืบทอดอำนาจอยู่แล้ว ยืนยันว่า บทบัญญัติทั้งหมดไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งทุกอย่างคงต้องรอวันที่ 29 มี.ค.ที่ร่างรัฐธรรมนูญสมบูรณ์จะออกมา ส่วน ส.ว.สรรหาจะมีอดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) และ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) มีโอกาสเข้าไปเป็นในส.ว.สรรหา.ในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือไม่นั้น ต้องดูกฎเกณฑ์ให้ชัดเจนก่อน โดยสนช.มีจุดยืนว่า ระบบการสรรหา ถ้าออกแบบมาให้ถูกต้อง ก็จะเป็นระบบที่มีข้อเสียหายน้อยที่สุด
เมื่อถามว่า ทำไมสนช.จึงเสนอให้ ส.ว.แก้วิกฤตได้ เพราะถ้ามาจากการสรรหาร จะเหมือนกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ(คปป.) หรือไม่ ประธานสนช. กล่าวว่า ตนไม่อยากอธิบายยาว แต่ถ้าถามว่าทำไมสนช.เสนอเช่นนั้น ก็ต้องดูโจทย์ก่อนรัฐประหารปี 57 มาเป็นตัวตั้ง เพราะขณะนั้นรัฐธรรมนูญเกิดทางตัน จึงเสนอให้ส.ว.น่าจะมีบทบาทเข้าไปแก้ไข ส่วนเรื่อง คปป.นั้น ไม่มี และตนไม่รู้จัก เพราะเรื่องนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย







