
การยื่นจดสิทธิบัตรเพื่อกันผู้อื่น
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ในวงการทรัพย์สินทางปัญญาที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องทางวิชาการ เป็นเรื่องของผู้มีความรู้นั้น ที่จริงแล้วมีความสลับซับซ้อน และเป็นช่องทางทำมาหากินใหม่ๆ ที่ผู้ทราบเรื่องดีสามารถเข้ามากอบโกยได้มาก ทั้งในทางที่ดีและไม่ดี และไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ๆ อย่างลิขสิทธิ์์ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร รวมถึงอนุสิทธิบัตร หรือเรื่องที่ไม่ใหญ่มาก เช่น เรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น
แต่ในที่นี้จะขอเขียนถึงเรื่องของสิทธิบัตร รวมถึงอนุสิทธิบัตร เพราะติดลมมาจากฉบับที่แล้ว ที่ได้ยกตัวอย่างบริษัทเล็กๆ มีพนักงานไม่กี่คน ที่ทำงานอยู่กับการซื้อสิทธิบัตรและการฟ้องผู้ละเมิด และเรียกค่าเสียหายได้เป็นสิบๆ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถึงแม้ว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ค่อยดีนัก แต่การดำเนินงานของบริษัทก็ยังเป็นไปโดยสุจริต เนื่องจากมีตาที่แหลมคมสามารถมองออกว่า เทคโนโลยีหรือผลผลิตที่ปรากฏออกมานั้น จะนำไปพัฒนาต่อหรือขยาย (Scale up) เพื่อนำเข้าสู่ตลาดหรือออกขายในตลาดได้อย่างไร แล้วก็จัดการซื้อหรือ License เทคโนโลยี หรือผลวิจัยนั้นมา
แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังมีบุคคลที่ไม่ได้มีสายตาที่แหลมคมมากมาย เพียงแต่เมื่อเห็นผลิตภัณฑ์หรือผลงานที่เกิดจากการวิจัยและช่องทางในตลาด ประกอบกับการเกิดช่องว่างที่ผู้วิจัย หรือผู้ประดิษฐ์ ไม่ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรไว้ ผู้สบโอกาสก็เลยไปจดสิทธิบัตรเสียเอง เรียกว่า จดกันไว้ บุคคลเหล่านี้บางรายไม่ได้จดสิทธิบัตรแค่ 1 หรือ 2 เรื่อง แต่อาจจะจดสิทธิบัตร 5 หรือ 6 เรื่อง หรือบางครั้งก็ 10 เรื่อง กว่าผู้คิดประดิษฐ์หรือผู้วิจัยจะรู้ตัว ตั้งหลักได้ก็อาจจะเป็นตอนที่คิดว่าจะขายสิ่งประดิษฐ์ของตน หรือตอนที่คิดว่าจะไปยื่นขอจดสิทธิบัตรขึ้นมา
หรือถ้าเลวร้ายกว่านั้น ก็คือตอนที่ถูกตำรวจจับฐานละเมิดสิทธิบัตรของคนอื่นเขา อย่างหลังนี้เล่นเอาเจ้าของตัวจริงงงชีวิตไปพักหนึ่ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่เคยคิดว่าจะไปขอยื่นจดสิทธิบัตร ในที่สุดหลายรายต้องเสียเงินไปซื้อสิทธิบัตรนั้นมา ยิ่งในประเทศไทย ที่นักธุรกิจมองเรื่องการฟ้องร้อง ขึ้นโรงขึ้นศาลเป็นเรื่องเสียเวลา จึงพอใจที่จะจ่ายเงินซื้อกลับมาดีกว่า อาชีพนี้จึงเป็นอาชีพที่ทำเงินได้พอสมควร แม้จะไม่มาก เท่ากับวิธีการซื้อหรือ License สิทธิบัตรมาโดยสุจริต
แน่นอนว่าสิทธิบัตรนั้นมีประโยชน์หลายประการ หากเป็นบริษัททำการวิจัยเองจนได้ผลออกมา ก็สามารถใช้ในบริษัทได้ หรือนักวิจัยอาจขายหรือ License ไปได้ ซึ่งทำให้สามารถได้ประโยชน์ในเชิงมูลค่าจากสิทธิบัตรนั้น โดยสรุป คือ
ทำให้สถานการณ์แข่งขันในตลาดของบริษัทดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการต่างๆ ในกรณีที่เป็นบริษัท และบริษัทเป็นเจ้าของสิทธิบัตรเอง
มีรายได้จากการขาย หรือ License สิทธิบัตรนั้น กรณีที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตร
ป้องกันคู่แข่งไม่ให้เข้ามาในตลาด อย่างน้อยก็ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
แต่อาจจะเป็นเพราะความยุ่งยาก ซับซ้อนในกระบวนการ เทคโนโลยี และการร่างคำขอ เพื่อเป็นข้อถือสิทธิในผลิตภัณฑ์ หรือผลงานวิจัยเหล่านั้น ที่ทำให้ไม่มีการยื่นขอจดสิทธิบัตร เพราะส่วนใหญ่แล้วในผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ อาจมีสิทธิบัตรมากกว่า 1 สิทธิบัตร ยิ่งถ้าแต่ละเทคโนโลยีมีเจ้าของที่่ต่างกัน คือ ในหนึ่งผลิตภัณฑ์ มีเจ้าของเทคโนโลยีมากกว่า 1 เจ้าของ เรื่องของการจะได้รับมูลค่าตอบแทนก็ยิ่งยุ่งยาก แถมอาจจะยังมีผลที่ขัดกันอีกก็จะยิ่งยุ่งยากไปกันใหญ่ หรือบางครั้งเทคโนโลยีอาจต้องขึ้นต่อกันและกันอีก ที่เรียกว่า Technological Hierarchy ที่เห็นได้บ่อยๆ คือ เมื่อมีการพัฒนาต่อยอดจากของเดิมที่มีสิทธิบัตรอยู่แล้ว และนำไปยื่นขอจดสิทธิบัตรส่วนต่อยอดนั้น
ตัวอย่างที่จะพยายามยกให้ดูได้ง่ายๆ ก็คือ หม้อหุงข้าวไฟฟ้า ที่มีสองชั้น คือ ชั้นในที่ใส่ข้าว และชั้นนอกที่เป็นส่วนประกอบด้วยสายไฟ สมมติว่าผู้คิดเดิมไม่ได้ทำช่องเปิดให้ไอน้ำพุ่งออกมาเมื่อเวลาข้าวเดือด แม้จดสิทธิบัตรได้เพราะเป็นของใหม่ แต่นำไปใช้ไม่ได้ เพราะหากนำไปใช้หม้อก็จะระเบิด แต่เมื่อมีผู้นำไปพัฒนาต่อยอด มีช่องเปิดให้ไอน้ำพุ่งออกมา จึงนำไปใช้ได้ ผู้พัฒนาต่อยอดจะเป็นเจ้าของสิทธิบัตรเฉพาะช่องที่เปิดให้ไอน้ำออก จึงต้องพึ่งสิทธิบัตรจากตัวหม้อข้าว ขณะเดียวกันผู้จดสิทธิบัตรไว้เดิม ก็ขายไม่ได้ เพราะนำไปหุงข้าวไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างต้องขึ้นต่อกันและกัน และอาจต้องมาทำ Cross-Licensing กัน หรือผู้มีตาแหลมเห็นเข้าก็ไปซื้อ หรือ License สิทธิบัตรของทั้งสองฝ่ายมาเพื่อผลิตสินค้าออกสู่ตลาด
นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่ยกขึ้นมาเพื่อให้ดูง่ายๆ แต่ความยุ่งยากนี้บางทีทำให้นักวิจัยไม่สนใจจะจดสิทธิบัตร และมองไม่ออกว่าจะทำอย่างไร จึงเป็นช่องว่างให้คนที่ตาแหลมที่เรียกว่ามนุษย์พันธุ์ใหม่ หรือบางทีผู้ที่ไม่สุจริตนำไปยื่นจดสิทธิบัตรได้







