
กรธ.ชู10ประเด็นเด่นรธน.
“นิด้า” จัดเสวนา "เติมเต็มรัฐธรรมนูญใหม่เพื่ออนาคตประเทศ" กรธ. ชู 10 ประเด็นเด่นร่างรธน.ใหม่ ขณะที่ "สมบัติ "เชื่อรธน.ใหม่ใช้ไม่ถึง10ปี ก็เกิดรัฐประหารอีก
“นิด้า” จัดเสวนา "เติมเต็มรัฐธรรมนูญใหม่เพื่ออนาคตประเทศ" กรธ. ชู 10 ประเด็นเด่นร่างรธน.ใหม่ ขณะที่ "สมบัติ "เชื่อรธน.ใหม่ใช้ไม่ถึง10ปี ก็เกิดรัฐประหารอีก
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้จัดงานเสวนา “เติมเต็มรัฐธรรมนูญ เพื่ออนาคตประเทศไทย” ณ ห้องประชุม ดร.สมศักดิ์ และคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ชั้น 2 อาคารสยามบรมราชกุมารี
นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และโฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ คือ การสร้างการเมืองใหม่ให้ คนดี คนเก่ง ได้มีโอกาสทำสิ่งที่ดีงามให้บ้านเมือง รวมถึงรัฐธรรมนูญจะเป็นการสร้างอนาคตในอีก 50-60 ปีข้างหน้าให้น่าอยู่และแข็งแรง
ทั้งนี้ 10 ประเด็นเด่นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ 1.สิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวไทย มีทั้งที่กฎหมายบัญญัติและไม่ได้เขียน หากไม่ได้ห้ามก็สามารถทำได้ แต่ต้องไม่กระทบกับความสงบเรียบร้อย ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น รวมถึงความมั่นคง หากมีการละเมิดให้ถือบทบัญญัติไปฟ้องศาลได้
2.หน้าที่ของรัฐเพื่อให้รัฐต้องดำเนินการ หากไม่ทำจะได้รับบทลงโทษ หน้าที่รัฐต้องตอบสนองสิทธิของประชาชนและประชาชนสามารถทำได้เอง โดยไม่ต้องรอรัฐจัดทำ 3.หน้าที่ประชาชนให้ทำสิ่งต่างๆโดยไม่เพิกเฉย อาทิ ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อนำไปสู่การสร้างพลเมือง 4.ระบบเลือกตั้งใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม เพื่อให้พรรคและตัวแทนพรรคมีส่วนร่วมในการสภา 5.สิทธิชุมชนได้เติมเต็มไว้ให้โดเฉพาะสิทธิในการจัดการการเป็นอยู่ การร่วมพัฒนา ดูแลนบายบริหารโครงการสาธารณะ การเสนอกฎหมายยื่นถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งนี้ ได้กำหนดไว้ในส่วนของหน้าที่ด้วย 6. งบประมาณแผ่นดิน กลุ่มการเมืองอาศัยงบประมาณลงทุนทางการเมือง เพื่อช่วยให้ดำเนินงานการเมืองได้ โดยได้เพิ่มจากรัฐธรรมนูญ 50 ห้ามแปรญัตติเพิ่มรายการ หรือจำนวนเงิน โดยเพิ่มโทษโดยใช้ขั้นตอนของสส. ส.ว. เข้าชื่อร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าจะขาดคุณสมบัติหรือไม่ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องร่วมรับผิดชอบต่อการกระทำที่มีส่วนร่วมการอนุมัติงบประมาณให้นักการเมือง
7.องค์กรอิสระที่ปราบคอร์รัปชั่น โดยเน้นให้ปลอดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และเพิ่มประสิทธิการทำงานที่รวดเร็ว ไม่ทะเลาะภายในองค์กรหรือข้ามองค์กร ทั้งนี้ ได้เพิ่มการทำงานที่รวดเร็ว อาทิ การทำงานของคณะกรรมการป้องวกันและปราบปรามการทุจรติแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ต้องทำคดีให้เสร็จภายในกำหนด
8.การมีส่วนร่วม ด้วยการจัดระบบที่มาสว.ให้เลือกกันเอง เป็นสภาของประชาชนที่แท้จริง ให้ดำรงตำหน่งเพียง 5ปี วาระเดียวเท่านั้น เชื่อว่าจะยึดโยงประชาชนเพราะประชาชนเป็นผู้มาสมัคร 9.กำหนดกลไกตักเตือนรัฐบาลที่จะทำนโยบายที่มีความสุ่มเสี่ยง โดยให้องค์กรอิสระเป็นผู้ทำหน้าที่เตือน
และ 10.กลไกปรองดองเขียนไว้หลายที่ อาทิ การเขียนหน้าที่ก่อนอำนาจ, การพ้นจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติ โดยใช้กระบวนการทางศาลแทนกระบวนการถอดถอนในสภา นอกจากนั้นยังกำหนดให้มีการลดความเหลื่อมล้ำด้วยการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมาย ปฏิรูประบบงบประมาณ และการปฏิรูปด้านต่างๆ
“สิ่งที่หนักใจต่อการร่างดุลยภาพของการอยู่ร่วมกันของคนไทยที่แตกแยกทั้งความเชื่อและมาตรฐานทางจริยธรรมและศีลธรรม กรธ.ไม่ได้เอนเอียงตามใจสิ่งที่ไม่ดี แต่จะหักพร้าด้วยเข่าก็ลำบาก ดังนั้น ความยากอยู่ตรงนี้ หากจะประณอมเพื่อประคองไปได้ เพื่อให้พื้นที่ความดีเบียดความไม่ดีให้เหลือน้อยที่สุด ทั้งนี้หลายเรื่องเห็นด้วยกับข้อเสนอ แต่ด้วยนิสัยคนไทยไม่เหมือนสมัยก่อนที่ หนังขายยามาแล้วดูและคิดไปในทางเดียวกันแต่ตอนนี้มีความซับซ้อน ทั้งนี้ความเห็นของแต่ละคนมีเหตุมีผลแต่เราต้องคิดว่าจะให้ไปร่วมกันได้อย่างไรโดยไม่เสียหลักการ”นายชาติชาย กล่าว
ขณะที่ นายบรรเจิด สิงคเนติ คณบดีนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า ในร่างรัฐธรรมนูญมีจุดเด่นหลายเรื่อง อาทิ การปราบปรามการทุจริตที่เข้มแข็ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันหรือเลื่อนวันเลือกตั้งได้เอง รวมถึงกำหนดห้ามแปรญัตติให้สส. สว. นำงบประมาณไปใช้ เชื่อว่าจะแก้ปัญหาส่วนต่างๆได้
อย่างไรก็ตาม ในเนื้อหาของร่างรํฐธรรมนูญยังมีส่วนที่ต้องเติมเต็ม คือ 1.สิทธิเสรีภาพ คือ หลักประกันในการคุ้มครองสิทธิ อาทิ ผูกผันโดยตรงของสิทธิเสรีภาพ การตรากฎหมายจำกัดสิทธิ ที่ปรับเนื้อหาแล้วมีปัญหา การใช้สิทธิเสรีภาพที่ห้ามไม่กระทบความมั่นคงของรัฐ ที่อาจตีความครอบคลุมการใช้สิทธิเสรีภาพทุกกรณี เพราะของเดิมกำหนดห้ามใช้สิทธิเสรีภาพที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐธรรมนูญเท่านั้น ดังนั้น สิ่งที่เป็นการวางหลักและมีการตกผลึกแล้ว ควรจะกำหนดให้คงอยู่ เพื่อให้การใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนบรรลุความมุ่งหมายได้
2.การเขียนหน้าที่ของรัฐ จะกลายเป็นเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดปัญหาการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะอาจมีผู้ไปร้องเรียนทุกกระทรวง และเป็นปัญหาการบริหารได้ หากมีการไปร้องป.ป.ช. แล้วพบว่ากระทรวงไม่ทำ เพราะไม่มีงบประมาณจะทำอย่างไร ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวจะนำไปสู่ภาระมากกว่าการแก้ปัญหา ดังนั้น การเขียนเป็นสิทธิ ถือเป็นหน้าที่โดยปริยาย
3.สถาบันการเมือง ระบบการเลือกตั้งที่ใช้ในร่างรัฐธรรมนูญ ในระบบสัดส่วนผสมหมายถึงเอาคะแนนของพรรคมาคำนวณการมีที่นั่งในสภาฯ ทำให้ความนิยมของประชาชนมาคำนวณสส.ในสภาได้ชัดเจน แต่ข้อกังวลว่าการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวในประเทศไทยมีส่วนที่กังวล เพราะระบบพรรคการเมืองเป็นของทุน บัตรใบเดียวทำให้ทุนเข้มแข็งมากขึ้นเพราะพรรคขนาดกลางและเล็ก ไม่มีโอกาสส่งสส.ในเขตได้ครบทั้งหมด เมื่อไม่มีโอกาสได้คะแนนพรรคหรือปาร์ตี้ลิสต์ แต่หากระบบสองใบทำให้พรรคของมวลชนมีโอกาสเกิดได้ง่าย
“ท้ายที่สุดระบบพรรคจะได้เปรียบ เพราะต้นทุนพรรคการเมืองไม่มีทางสู้ได้ ดังนั้นจะไปแข่งกันระหว่างพรรคใหญ่และพรรคกลาง มีผลดีผลเสีย โดยระบบนี้จะปิดทางไม่ให้เกิดได้ เวลามีปัญหาตอนเลือกตังใหม่ หรือการเลือกตั้งเขตนั้นเพิกถอนจะนำคะแนนไปคำนวณอย่างไร เพราะไม่ได้แยกกัน ผมว่าใบเดียวหรือสองใบไม่มีผล แต่ต่างกันคือการคำนวณคะแนน ผมไม่เชื่อว่าการใช้บัตรเดียวให้พรรคเลือกคนดีลงเลือกตั้ง เพราะมีการให้เกรดผู้สมัครกันอยู่แล้วในพื้นที่ พรรคต้องเอาเกรดเอ คือคนที่มีโอกาสจะได้ ดังนั้นคนดีหรือไม่ดี ของคนร่างรธน. เป็นคนละความหมายกับคนดี หรือไม่ดี ของประชาชน ผมมองว่าระบบบัตรใบเดียวนั้นไม่ก่อให้เกิดผลใดๆต่อคุณภาพของสส.”นายบรรเจิด กล่าว
ส่วนรายชื่อนายกฯ 3 คน ไม่สอดคล้องกับระบบการเมือง เพราะหัวหน้าพรรคใหญ่อันดับหนึ่งเป็นนายกฯแต่การสร้างระบบเสนอชื่อนั้น เชื่อว่าพรรคใหญ่จะไม่เสนอ มีแต่พรรคขนาดกลางเท่านั้น และได้คนที่ไม่เป็นสส. ทั้งนี้ กลไกนี้ไม่สอดคล้องกับการเมืองไทย หากจะแก้ปัญหาคนกลางที่ไม่เป็น.ส. เป็นนายกฯก็ควรแก้ไขได้ด้วยการใช้เสียงข้างมาก 2ใน3 เพื่อแก้วิกฤต
นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ค่อนข้างให้อำนาจไปให้รัฐมาก โดยเฉพาะองค์กรควบคุมตรวจสอบ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญที่ได้อำนาจมาก สุดท้ายภัยจะมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะให้ทุกเรื่องโยงไปศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็นปกครองโดยศาลรัฐธรรมนูญ หมด และศาลรัฐธรรมนูญจะโดนเจาะ ทั้งการได้มาและการทำหน้าที่ เพราะเป็นตัวชี้เป็นชี้ตาย
“ดุลยภาพของการเมืองของรัฐกับประชาชน ผมคิดว่าเราเห็นว่ามีน้อยเพราะการเมืองของประชาชนมีส่วนแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ดุลยภาพฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ควรให้กลไกรัฐสภา ตอบสนองได้ ทั้งนี้เป็นสิ่งที่ผมห่วงกังวลในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญหากวางเงื่อนไขให้ยากเกินไประวังอายุจะสั้น และการลงรายละเอียดย่อย เช่น ให้สส.ทุกพรรคเห็นชอบด้วย อาจทำให้เป็นไปไม่ได้และอาจสร้างเงื่อนไขให้ฉีกรัฐธรรมนูญได้อีก”นายบรรเจิด กล่าว
ด้าน นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ให้ความเห็นว่า การใช้รัฐธรรมนูญไปถึง 50 ปีขึ้นไปคงไม่ถึง เพราะโครงสร้างรัฐธรรมนูญยั่วให้เกิดรัฐประหาร จึงไม่น่าถึง 10 ปี ก็เกิดรัฐประหารขึ้น ขณะเดียวกัน กรธ.ให้ความสำคัญน้อยมากกับโครงสร้างตามระบอบประชาธิปไตย
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญควรออกแบบให้มีโอกาสมากที่ให้มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง เพราะการเขียนให้รัฐบาลอ่อนแอ หรือรัฐบาลผสมที่อ่อนแอนั้น จะทำให้ประเทศไปไม่รอด ขณะนี้ระบบสัดส่วนผสมใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ทำให้มีโอกาสมีพรรคเล็กได้ ขณะที่แบ่งสรรปันส่วนผสมให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวจะมีปัญหากับพรรคเล็ก และตัดโอกาสของพรรคเล็กตั้งแต่ต้น แต่ทั้งสองระบบดังกล่าวไม่มีพรรคใดได้เสียงเกินครึ่ง ยกเว้นการมีระบบพรรคเดียวเหมือนสิงคโปร์
อย่างไรก็ดี ประเทศไทยมีพรรคใหญ่ 2 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ นอกนั้นคือพรรคขนาดกลางและเล็กๆ ดังนั้นการใช้ระบบเลือกตั้งให้ตายอย่างไร ก็ไม่มีพรรคใหญ่ได้เสียงข้างมาก ดังนั้น ปัญหาคือจะเกิดการต่อรองโดยพรรคขนาดกลางขึ้นเพื่อให้พรรคใหญ่เข้าร่วม และอาจมีข้อเสนอให้ตั้งนายกฯคนนอกโดยไม่ต้องรอวิกฤต พรรคผสมที่แกนนำไม่ได้เสียงเกินครึ่งอาจเกิดสภาพที่นายกฯ ไม่มีสิทธิสั่งการเลือกรัฐมนตรีของพรรคขนาดกลางได้ และปกครองไม่ได้เพราะอาจถูกขู่ว่าจะถอนตัวได้ และก่อให้เกิดการยั่วยวนให้มีรัฐประหารขึ้นได้อีก
ร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนมานั้น มองเฉพาะจุด เช่น ตับดี, กล้ามเนื้อดี, ไตดี แต่กล้ามเนื้อหัวใจเป็นอัมพาต เส้นเลือดหัวใจตีบ แบบนี้จะอยู่ได้กี่วัน ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญนี้ออกแบบให้เป็นอย่างนั้น ให้หัวใจการบริหารไม่ดี อย่างนี้ประเทศจะไปรอดหรือ และเกิดปัญหาทางการเมืองได้ รวมถึงมีโอกาสการรัฐประหารได้อีก
“รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นฉบับอัปยศ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการศึกษาเพราะในรัฐธรรมนูญเดิมให้เรียนฟรี 12 ปี แต่ของใหม่เหลือเพียง 9 ปี และเมื่อตัดเวลานี้ออกอาจทำให้ถูกโจมตีได้ในอนาคต ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาต้องคำนึงด้วยว่าการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาคนจนในชนบทไม่มีโอกาส หากเขาไม่มีโอกาสแล้วคนกลุ่มนี้จะกลายเป็นคนจนในอนาคตได้”นายสมบัติ กล่าว
นายอุดม ทุมโฆสิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า หากไม่จัดสมดุลอำนาจของประชาชนให้ดี อาจเกิดสงครามประชาชนได้ ทั้งนี้ ควรให้ประชาชนมีบทบาทการจัดการชุมชนและชีวิตตนเอง และให้รัฐมีหน้าที่กำกับดูแลเท่านั้น โดยหัวใจสำคัญ คือ การกระจายอำนาจ เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยอย่ารวมศูนย์อำนาจรัฐ
อย่างไรก็ตาม ร่างรัฐธรรมนูญนี้ถอยหลังไปกว่ารัฐธรรมนูญ 40-50 แม้จะมีการเขียนการปกครองท้องถิ่นไว้ 6 มาตรา แต่ยังมีสิ่งที่หายไปที่อาจทำให้การกระจายอำนาจไม่เกิด เนื่องจากไม่มีหลักประกันว่าผู้ถือครองอำนาจนั้นยินดีจะกระจายอำนาจ โดยข้อเท็จจริงไม่มีหน่วยงานส่วนกลางใดถ่ายโอน โดยเหตุผลว่าท้องถิ่นไม่เข้มแข็ง มีการทุจริตเยอะ
ส่วนรัฐบาลปัจจุบันก็ไม่เข้าใจเรื่องการกระจายอำนาจและไม่ได้คิด หากไม่เขียนบังคับไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ การกระจายอำนาจไม่เกิด ขณะที่การการปฏิรูปที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ และคิดว่าประเทศนี้ละเว้นการปฏิรูป จะแข่งขันไม่ได้ต้องปฏิรูป โดยเข้าใจด้วยว่าคนที่อนุรักษ์ หรือคนมีอำนาจไม่ต้องการปฏิรูป ดังนั้น การปฏิรูปขอเสนอว่า ต้องทำให้ชัดเจนในบทเฉพาะกาล แต่ต้องมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูป
ทั้งนี้ เพื่อให้ประเด็นปฏิรูปที่เขียนไว้สำเร็จ รวมถึงการขับเคลื่อนกาปฏิรูปที่จำเป็นต้องมีระยะเปลี่ยนผ่าน โดยสังคมกลัวว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะสืบทอดอำนาจ ซึ่งนายกฯ ยืนยันแล้วว่าจะไม่สืบทอดอำนาจ หากท่านสืบทอดอำนาจก็ช่วยกันโห่ แต่ต้องให้การปฏิรูปเป็นวาระแห่งชาติและมีเงื่อนไขชัดเจน ซึ่งคิดว่ารัฐบาลนั้นยินดีตอบสนอง หากประชาชนแสดงท่าทีชัดเจน รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งจะโอนอ่อน โดยวาระประชาธิปไตยและปฏิรูปเป็นสิ่งที่ควบคู่กันไปได้







