posttoday
สู่สังคมแห้งเรียนรู้ ปฏิรูปทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤต (3)

สู่สังคมแห้งเรียนรู้ ปฏิรูปทางปัญญา พาชาติออกจากวิกฤต (3)

30 กรกฎาคม 2553

...นพ.ประเวศ วะสี

ตอนที่แล้วว่าไว้เรื่องโครงสร้างใหม่ของระบบการศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง (ในหัวข้อที่ 4) ต่อไปนี้จะว่าด้วย

(2) อาชีวศึกษา อาชีวศึกษามีความสำคัญมาก สัมมาอาชีโวเป็นหนึ่งในมรรค 8 การมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุดต่อความร่มเย็นเป็นสุขของสังคม ที่แล้วมาสังคมมองอาชีวศึกษาผิดๆ ไม่ให้คุณค่าแก่การทำงาน เพราะวัฒนธรรมเจ้าขุนมูลนายที่ดูถูกผู้ทำงานแบบว่า “รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา” “ขอให้ได้เป็นเจ้าคนนายคน” “ขอให้ได้นั่งกินนอนกิน” จึงขาดคุณค่าในงาน (Work Value) ผู้คนจึงไม่อยากเป็นผู้ทำงานแต่อยากเป็นผู้บริหาร (เป็นเจ้าคนนายคน) ครูก็ไม่อยากเป็นครูแต่อยากเป็นผู้บริหารการศึกษา การขาดคุณค่าในงานนี้ทำร้ายประเทศเหลือขนาด ต้องสร้างค่านิยมใหม่ว่าการทำงานนั้นเป็นความดี ไม่ว่างานอะไร จะเป็นเก็บขยะ กวาดถนน ซ่อมสะพาน ล้วนเป็นงานที่มีศักดิ์ศรี คนไม่ทำงานหรือคนหยิบโหย่งต่างหากที่ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี และคนทำงานต้องได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมในฐานะที่เป็นมนุษย์ ไม่ใช่ขึ้นกับระดับปริญญา คนได้รับปริญญาหรือไม่ได้ปริญญาก็มีกระเพาะเท่ากัน

ในประเทศญี่ปุ่นเขาไม่ได้ให้เงินเดือนตามปริญญา รายได้ขั้นต่ำของอาชีพต่างๆ ไม่ว่าขับแท็กซี่ หรือทำงานสำนักงานก็ใกล้เคียงกัน เพราะเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่คนเก็บขยะเงินเดือนสูงกว่าอาชีพอื่นเล็กน้อยเพราะต้องเสี่ยงมากกว่า ประเทศที่มีค่านิยมในงาน เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ก็จะมีความเจริญในประเทศเยอรมนี เขาให้คุณค่าแก่อาชีวศึกษามากกว่าการศึกษาสายสามัญ เศรษฐกิจของเขาจึงแข็งแกร่ง

โดยสรุปต้องสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่อาชีวศึกษา

ให้คนหันไปนิยมอาชีวศึกษามากกว่าสายสามัญ ระหว่างศึกษาควรมีงานทำและมีรายได้ไปด้วย การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) วิทยาลัยอาชีวะ วิทยาลัยช่างเทคนิค วิทยาลัยอาชีพ วิทยาลัยชุมชน สถานประกอบการ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม องค์กรท้องถิ่น ฯลฯ ควรเชื่อมโยงกันให้มีอาชีวศึกษาให้มากที่สุดและดีที่สุด สถานประกอบการทุกแห่งควรจะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีที่ทำให้ผู้เรียนทำงานเป็น มีความอดทน มีความรับผิดชอบและมีรายได้ไปในตัว สถานประกอบการก็ลดรายจ่ายลง โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนเต็มสำหรับผู้ฝึกงาน ทำนองเดียวกับระบบแพทย์ฝึกหัด แพทย์ประจำบ้านของโรงพยาบาล เศรษฐกิจกับการศึกษาก็จะเชื่อมโยงอย่างเกื้อกูลกัน

การศึกษาทั้งสองประเภทข้างต้น คือ การศึกษาของชุมชนและอาชีวศึกษาเกี่ยวกับศีลธรรมพื้นฐานอย่างแรง ศีลธรรมพื้นฐานทางสังคมคือการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน อันเป็นพื้นฐานของสิ่งดีงามทั้งปวง เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรม สังคมไทยขาดศีลธรรมพื้นฐานนี้ สิ่งดีงามจึงเกิดขึ้นได้ยาก ทำให้ประเทศวิกฤต ระบบการศึกษาที่เคารพแต่ความรู้ในตำรายิ่งทำลายศีลธรรมพื้นฐานมากขึ้น เพราะคนส่วนน้อยเท่านั้นที่มีเกียรติ คนส่วนใหญ่จะไม่มีเกียรติ

ความรู้ไม่ได้มีแต่ในตำราเท่านั้น แต่มีความรู้ในตัวคนด้วยที่ได้มาจากประสบการณ์ชีวิต การทำงาน และการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต คนทุกคนมีความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างในตัว ถ้าเคารพความรู้ในตัวคน คนทุกคนจะมีเกียรติ การศึกษา 2 ประเภทดังกล่าวข้างต้น คือการศึกษาของชุมชนและอาชีวศึกษา เป็นการศึกษาที่เคารพความรู้ในตัวคนว่าผู้ประกอบอาชีพต่างๆ ก็เป็นครูได้ ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา ช่างไม้ ช่างผสมปูน คนขายของชำ คนขายก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ คนเหล่านี้ไม่เคยมีเกียรติเลยในสังคมไทย ทั้งๆ ที่เขาคือ ผู้ผลิตเศรษฐกิจจริงอันเป็นฐานรากของสังคม การศึกษา 2 ประเภทนี้จะยกระดับศีลธรรมพื้นฐาน คือศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนขึ้น ความเหลื่อมล้ำที่สำคัญคือ ความเหลื่อมล้ำในศักดิ์ศรีของความเป็นคน ระบบการศึกษาที่แล้วมาทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในศักดิ์ศรีของความเป็นคน แต่ระบบใหม่นี้ทำให้คนทั้งหมดมีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน

ต้องช่วยกันทำความเข้าใจเรื่องศักดิ์ศรีของความเป็นคน การทำอะไรทุกชนิดต้องเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นคน รวมทั้งการศึกษาด้วย ระบบการศึกษาที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นคนของคนทุกคนจะสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรม ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน มีความเสมอภาค และภราดรภาพ

ระบบการศึกษา 2 ประเภทดังกล่าวข้างต้นจะดูแลคนส่วนใหญ่ของประเทศ เปิดโอกาสฅให้พัฒนาคุณภาพทางวิชาการของการศึกษาประเภทที่ 3

(3) การศึกษาเพื่อวิชาการ ที่แล้วมาอุดมศึกษามีคุณภาพวิชาการต่ำ เพราะต้องรับภาระหนักในการสอนมวลชน นักศึกษาในระบบการศึกษา ทางเดียวที่ต้อนทุกคนไปสู่อุดมศึกษา ความอ่อนแอทางวิชาการทำความเสียหายให้ประเทศทุกๆ ทาง ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการรักษาดุลยภาพของประเทศไทยกับโลก การที่มหาวิทยาลัยไม่เข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานทำให้ขาดดุลทางเทคโนโลยี การที่มหาวิทยาลัยไม่สามารถวิจัยนโยบายสาธารณะ ทำให้การกำหนดนโยบายสาธารณะอยู่ในมือของผู้มีความรู้น้อย และความสุจริตน้อยทำให้ประเทศเสียหายยับเยินและเสื่อม

ถ้าจัดระบบการศึกษาพื้นฐานคือประเภท (1) และ (2) ได้ก็จะลดภาระหนักในการแบกรับการสอนของมหาวิทยาลัย สามารถทุ่มเทไปกับการสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ ประเทศจะมีทรัพยากรมาทุ่มเทกับการวิจัยมากขึ้น ความเข้มแข็งทางปัญญาจะพาชาติออกจากวิกฤต

การศึกษาทั้งสามประเภทใช่ว่าจะกักขังคนไว้ในประเภทต่างๆ อย่างตายตัว แต่สามารถเคลื่อนไหวไปมาได้ตามอัธยาศัย สามารถเพิ่มเติมการศึกษาพิเศษใดๆ ได้ตามต้องการ แต่ “พระเจดีย์แห่งการศึกษา” ตามรูปที่ 2 จะเป็นโครงสร้างหลักของการศึกษา ที่ทุกส่วนมีศักดิ์ศรีเสมอกัน ไม่แบ่งว่าอะไรสูงอะไรต่ำอีกต่อไป ถ้าทำได้ตามนี้ประเทศไทยจะแข็งแกร่งทุกด้าน

โครงสร้างใหม่ของระบบการศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้งนี้ จะเป็นโครงสร้างใหญ่ทางปัญญาที่ทำให้มองยุทธศาสตร์การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ง่ายขึ้น

5.ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้

ต่อไปนี้คือยุทธศาสตร์ 7 ประการ เพื่อขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้

(1) สร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้

ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อน ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และมีหายนะภัยทางธรรมชาติน้อย ทำให้ไม่จำเป็นต้องกระตือรือร้นในการเรียนรู้ แต่บัดนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปที่มีความจำเป็นต้องมีวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นเรื่องใหญ่และยากแต่จำเป็น จึงต้องช่วยกันคิดว่าจะสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างไร ที่จะช่วยได้มากที่สุดก็คือ ทำให้ทุกคนมีสำนึกว่าการเรียนรู้เป็นหน้าที่ และทุกคนต้องเป็นกัลยาณมิตรต่อกันและกัน โดยช่วยให้เพื่อนมนุษย์มีฉันทะในการเรียนรู้ บุคคลที่มีฉันทะในการเรียนรู้สูงมีอยู่ ควรทำแผนที่ให้รู้ว่าท่านเหล่านี้อยู่ที่ไหน และการเรียนรู้ของท่านเกิดประโยชน์อย่างไร แล้วนำเรื่องของบุคคลเรียนรู้มาเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง จะก่อให้เกิดแรงบันดาลใจให้มหาชนเกิดฉันทะในการเรียนรู้ การสื่อสารและภาคธุรกิจจะมีบทบาทได้มาก เพราะการสื่อสารและภาคธุรกิจคือ ผู้เชี่ยวชาญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากที่สุด

(2) การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย

แต่ละปีมีเด็กเกิดใหม่ปีละ 7 แสนคน เด็กปฐมวัย 0–6 ขวบ ก็จะมีประมาณ 4.3 ล้านคน องค์ความรู้มีอยู่แล้วว่าเลี้ยงดูเด็กเล็กอย่างไรเขาจะโตขึ้นเป็นคนฉลาด เป็นคนดี และเป็นคนมีความสุข ช่วงนี้เป็นช่วงก่อเกิดโครงสร้างและโปรแกรมในสมอง ถ้าโครงสร้างดี โปรแกรมดี ก็จะมีผลเหนียวแน่นไปตลอดชีวิต เช่น ฉันทะในการเรียนรู้ ความมีศีลธรรม ประเทศต้องทุ่มเทกับพัฒนาการเด็กปฐมวัยอย่างทั่วถึงและด้วยคุณภาพดีที่สุด คนรุ่นใหม่ที่มีฉันทะในการเรียนรู้ มีศีลธรรม มีอารมณ์ความรู้สึกที่ดี ก็จะเข้ามาแทนที่คนรุ่นเก่าอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม ครอบครัว ศูนย์เด็กเล็กและชุมชนท้องถิ่น คือผู้ที่มีบทบาทหลักในพัฒนาของเด็กปฐมวัย

(3) สร้างโครงสร้างใหม่ของระบบการศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง

เรื่องนี้ได้กล่าวโดยพิสดารแล้วในตอนที่ 4 ข้างต้น ยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้คือการสร้างความเข้าใจให้แจ่มแจ้งจนปฏิบัติได้ อาจทดลองปฏิบัติในพื้นที่ที่มีความพร้อม หรือปฏิบัติเป็นส่วนๆ เท่าที่จะทำได้ไปก่อน เมื่อปรากฏผลดีก็จะขยายเพิ่มขึ้นจนเต็มพื้นที่

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ