posttoday
สร้างอำนาจ ค่าแรงทางศก.

สร้างอำนาจ ค่าแรงทางศก.

30 กรกฎาคม 2553

...อภิรักษ์ โกษะโยธิน

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรโลกที่อัตราการเกิดลดลง คนชราเพิ่มขึ้น ประเทศไทยเองก็หนีไม่พ้นการเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น จากข้อมูลสำนักงานสถิติพบว่า ปีนี้ในจำนวนเด็ก 4 คน จะมีคนแก่ 6 คน แต่ในอีก 25 ปีข้างหน้า เด็กจำนวนเท่ากันแต่กลับจะมีคนแก่เพิ่มขึ้นเป็น 7 คน

เพราะฉะนั้นระบบการผลิตจะขาดแคลนกำลังแรงงานแน่นอน ขณะนี้กำลังแรงงาน 1 คน จะต้องเลี้ยงดูคน 2 คน นั่นคือเลี้ยงดูตนเองกับคนอื่นๆ ที่เป็นเด็ก คนชรา ฯลฯ ในขณะที่ค่าแรงงานขั้นต่ำถูกกำหนดให้เลี้ยงได้แค่ปากท้องตน ลำพังแค่จะเลี้ยงตนเองให้อยู่รอดก็ยังมีปัญหา ฉะนั้น สิ่งที่ต้องเร่งแก้ คือ ต้องทำให้รายได้ของกำลังแรงงานสูงขึ้น นี่คือความจำเป็นเชิงประชากร

ขณะเดียวกันระบบประกันสังคมและสวัสดิการในสังคมไทยก้าวไม่ทันภายใน 10 ปี รายได้ของรัฐต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ไม่มากไปกว่า 17% มาต่อเนื่องยาวนาน ประชากรเข้าสู่ภาวะเกษียณก็สูงถึงประมาณ 1415 ล้านคน ณ เวลานั้นกองทุนประกันสังคมจะถูกใช้ไปเพื่อเป็นสวัสดิการคนแก่ หากการสมทบเงินเข้ากองทุนฯ ช้ากว่าจำนวนลูกจ้างเกษียณ การทำให้ลูกจ้างมีรายได้สูงขึ้นจึงเป็นประเด็นสำคัญที่จะป้องกันการไหลออกของเงินกองทุนเร็วไป

ตัวเลขเศรษฐกิจในรอบนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า แม้จีดีพีที่เกิดขึ้นจะสร้างรอยยิ้มให้รัฐบาลและภาคธุรกิจ อีกด้านหนึ่งที่พึงระวังคือ ประเทศไทยพึ่งตลาดส่งออกมากเกินไป จึงเสี่ยงที่จะประสบปัญหาหากตลาดต่างประเทศหดตัว ดังนั้นจึงต้องหันมาพึ่งตลาดภายในให้มากขึ้น

สำหรับประเทศไทยมีการบริโภคภาคเอกชน 52.7% ของจีดีพี ในจำนวนนี้มาจากกำลังซื้อของค่าจ้าง (ลูกจ้าง) ถึงประมาณ 42% หรือกล่าวได้ว่ากำลังซื้อหลักของตลาดภายในมาจากค่าจ้าง การเพิ่มค่าจ้างจึงไม่ใช่การช่วยลูกจ้างเท่านั้น แต่เป็นความจำเป็นของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมของไทย ตลาดโลกวันนี้ ความหวังของสินค้าไทยไม่ใช่การแข่งขันด้วยราคาถูก แต่ต้องแข่งขันด้วยคุณภาพ

นอกจากนี้ สังคมไทยยังเป็นสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ความเหลื่อมล้ำนี้เห็นได้จาก 5 มิติ คือ รายได้ สิทธิ โอกาส อำนาจ และศักดิ์ศรี ผู้ด้อยใน 5 ด้านนี้ก็คือ เกษตรกรและคนงานพื้นฐานซึ่งรายได้ต่ำ สิทธิและโอกาสน้อย อำนาจต่อรองต่ำ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในสายตาของสังคมส่วนใหญ่ก็ให้คุณค่าน้อย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเป็นต้องตระหนักรู้ว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ครอบงำด้วยการค้าและอุตสาหกรรมแล้ว จีดีพีนอกภาคเกษตรสูงถึง 90% กำลังแรงงานที่เป็นลูกจ้าง (ทั้งภาครัฐและเอกชน) สูงถึงประมาณ 17 ล้านคน ขณะที่เกษตรกรมีเพียง 12 ล้านคน ดังนั้น การลดความเหลื่อมล้ำจึงต้องคำนึงถึงมนุษย์ค่าจ้าง เพราะปรากฏว่าประมาณ 60% ของคนงานมีรายได้ไม่ถึง 6,000 บาทต่อเดือน

ขณะที่การดำรงชีวิตในภาคอุตสาหกรรมต้องใช้เงินทั้งสิ้น และยังต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งส่งไปให้พ่อแม่ในชนบท ดังนั้นคนงานเหล่านี้ต้องทำงานในโรงงานเฉลี่ยวันละ 10–12 ชั่วโมง ขณะที่ในกติกาสากลต้องการให้คนงานทำงานเพียงวันละ 8 ชั่วโมงเท่านั้น และให้ศึกษาหาความรู้พัฒนาตนเอง 8 ชั่วโมง พักผ่อนนอนหลับ 8 ชั่วโมง ดังนั้นสภาพของแรงงานไทยที่ต้องทำงานวันละ 10–12 ชั่วโมง เหมือนกับกรรมกรในอังกฤษยุคศตวรรษที่ 18–19

จากที่กล่าวมานโยบายหลักด้านแรงงานเพื่อแก้ปัญหาของชาติและเศรษฐกิจคือ นโยบาย 3 เพิ่ม คือ1.เพิ่มค่าจ้าง (หรือรายได้) 2.เพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน และ 3.เพิ่มสวัสดิการแรงงาน

นโยบาย 3 เพิ่ม ทำได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทางตรง คือ รัฐบาลกำหนดมาตรการแผนงาน เป็นการดำเนินงานที่ “รัฐบาล” เป็นตัวนำ ส่วนทางอ้อม คือการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจโดยรัฐบาลส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้ “แรงงาน” มีกลุ่ม มีองค์กร สร้างอำนาจต่อรองได้สะดวก อำนาจต่อรองของแรงงานจะนำไปสู่การปรับค่าจ้าง ปกป้องสิทธิ สร้างโอกาสให้ตนเอง และยกศักดิ์ศรีของตนเองขึ้นมาได้

นโยบาย 3 เพิ่ม และนโยบายปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำอย่างได้ผลด้วย

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ