
พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
มีกฎหมายสำคัญฉบับหนึ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อม ควรรีบศึกษาและทำความเข้าใจในเนื้อหาสาระ เพราะท่านสามารถจะกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ ถึงแม้จะไม่มีที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างมาจดจำนองเป็นหลักประกันให้กับเขา
กฎหมายฉบับนี้มีชื่อว่า “พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558” ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค.ศกนี้ เป็นต้นไป
หัวใจของกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่มาตรการ ซึ่งเขียนไว้ในกฎหมายว่า สัญญาหลักประกันทางธุรกิจ คือ สัญญาซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ให้หลักประกัน ตราทรัพย์สินให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า ผู้รับหลักประกัน เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ โดยไม่จำเป็นต้องส่งมอบทรัพย์สินนั้นแก่ผู้รับประกัน
ผู้ให้หลักประกันอาจตราทรัพย์สินของคนไว้เพื่อประกันการชำระหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระก็ได้ แปลไทยเป็นไทยแบบไม่ใช่นักกฎหมายได้ว่า ผู้ประกอบการที่มีทรัพย์สินอย่างอื่นที่ไม่ใช่ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง หรือทรัพย์สินอย่างอื่นที่กฎหมายกำหนดให้พึงไปจดจำนองกับสถาบันการเงินได้ เช่น เครื่องจักรที่ไม่ได้ติดตรึงอยู่กับที่ สินค้าสำเร็จรูปหรือวัตถุดิบคงคลัง หรือทรัพย์สินทางปัญญาสามารถที่จะนำทรัพย์สินเหล่านั้นไปใช้จดทะเบียนเป็นหลักประกันให้แก่สถาบันการเงินที่กฎหมายฉบับนี้กำหนดไว้ได้ โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินเหล่านั้นให้แก่สถาบันการเงินเจ้าหนี้เหมือนกับการจำนำทรัพย์สิน นอกจากนั้นผู้ให้หลักประกันยังสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินได้ตามปกติ เช่น การจำหน่ายจ่ายโดยออกไปภายใต้เงื่อนไขที่สามารถตกลงกับสถาบันการเงินอย่างไรก็ได้ที่ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีงามของประชาชน
นอกจากจะจดทะเบียนเพื่อขอสินเชื่อไปใช้ในกิจการโดยตรงแล้ว ยังสามารถจดทะเบียนเพื่อใช้เป็นหลักประกันให้ผู้อื่นได้ด้วย
การจดทะเบียนจะต้องหาอะไรบ้าง กฎหมายฉบับนี้กำหนดไว้ในมาตรา 18 ว่า จะต้องระบุวัน เดือน ปีที่จดทะเบียน ที่อยู่ของผู้รับ และผู้ให้หลักประกันมูลหนี้ และรายละเอียดของทรัพย์สิน ฯลฯ รวม 10 รายการ ซึ่งในภาคปฏิบัติผมเข้าใจว่าสถาบันการเงินคงเตรียมแบบฟอร์มสำเร็จรูปไว้ให้ท่านที่ต้องการจะขอสินเชื่อกรอกไว้แล้ว ถ้าอยากขอกู้คงไปขอแบบฟอร์มจากเขามากรอกให้ครบถ้วน และไปจดทะเบียนกับ “เจ้าพนักงานทะเบียน” คือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ต่อไปตามที่กฎหมายกำหนด ท่านคงไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องเหล่านี้ว่ามันจะยุ่งยากในการไปจดทะเบียนให้หลักประกันแก่เจ้าหนี้เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้
ความจริงการจดจำนองลักษณะที่เจ้าหนี้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายในทรัพย์สินที่นำมาจำนอง (Ownership) และลูกหนี้เป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง (Possession) นั้น เป็นการจดจำนองที่ในต่างประเทศ ปฏิบัติกันมาเป็นเรื่องปกติหลายสิบปีแล้ว เขาเรียกว่า Equitable Mortgage แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง จนแล้วจนรอดเราไม่สามารถออกกฎหมายมารับรองการจดทะเบียนจำนองเหมือนกฎหมายฉบับนี้ได้ ต้องยกเครดิตให้กระทรวงพาณิชย์ยุคนี้ที่สามารถผ่านกฎหมายฉบับนี้ออกมาได้เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ผมเห็นยังเงียบๆ กันอยู่ เลยหยิบมาเล่าให้ฟัง เผื่อผู้ประกอบการที่กำลังมีปัญหาสภาพคล่อง เพราะขายสินค้าไม่ได้ผลิตสินค้าออกมาค้างสต๊อก หรือมีวัตถุดิบอยู่ในมือจำนวนมากที่จำเป็นต้องถือไว้ เพราะเกรงความไม่แน่นอนของราคาวัตถุดิบหรือจำเป็นต้องใช้เงินสดเพื่อผลิตเพิ่มเพราะต้องการขยายธุรกิจ จะได้ทราบว่ามีช่องทางในการเข้าถึงสินเชื่อตามกฎหมายได้แล้วอีกช่องทางหนึ่งผ่านสถาบันการเงินในระบบ ไม่จำเป็นต้องไปกู้เงินนอกระบบมาเสริมสภาพคล่อง
ผมเชื่อว่าสถาบันการเงินทั้งหลายคงกำลังเตรียมความพร้อมที่จะให้บริการแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมให้เป็นไปตามเงื่อนไขต่างๆ ที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว ซึ่งคิดว่าใครพร้อมก่อนเสนอโครงการออกมาก่อนน่าจะได้เปรียบคนอื่น ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ท่านอาจจะเห็นโครงการสินเชื่อชื่อแปลกๆ เช่น สินเชื่อ “ไร้ที่ก็กู้ได้” เอาสติปัญญามาสร้างเครดิต อะไรทำนองนี้มาเสนอให้ท่านเลือกใช้กันเป็นที่ครึกครื้นในยามที่เศรษฐกิจเงียบเหงา ถ้าท่านเตรียมความพร้อมที่จะขอกู้ไว้ก่อนท่านอาจได้รับบริการสินเชื่อก่อนคนอื่น คำถามคือ ท่านต้องเตรียมความพร้อมอะไรบ้างที่จะขอใช้บริการสินเชื่อไร้ที่ดินก็กู้ได้ที่ผมว่า
สิ่งแรกคือ ท่านต้องสำรวจให้ละเอียดว่าท่านมีสินค้า หรือทรัพย์สินอะไรที่มีค่าทางธุรกิจอยู่ในมือ ปริมาณมากน้อยเพียงใด อยู่ในสภาพอย่างไร ถ้ามีสต๊อกเน่า สต๊อกลม รีบคัดทิ้งไป เพราะท่านคงนำเอาไปจดทะเบียนจำนองไม่ได้ เดี๋ยวสถาบันการเงินส่งเจ้าหน้าที่มาสำรวจเจอสต๊อกเน่า สต๊อกลม มีแต่ตัวเลขไม่มีสินค้า เขาจะพานไม่ไว้วางใจไม่ให้สินเชื่อกับท่าน ถึงจะมีสินค้าดีๆ อยู่ในมือมากมาย
สองคือ ท่านต้องเตรียมหาเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์สินค้าหรือทรัพย์สินที่ต้องการจะนำไปจดทะเบียนให้ครบถ้วน เพราะถ้าท่านไม่มีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ เช่น ใบอินวอย สถาบันการเงินเขาก็ไม่สามารถจะรับสินค้าที่ไม่มีหลักฐานยืนยันกรรมสิทธิ์ว่าเป็นของท่านไปเป็นหลักประกันได้ ไม่ว่าท่านจะบนบานศาลกล่าวว่าสินค้าเหล่านั้นเป็นของท่านอยู่บนชั้นเก็บมาหลายปีแล้วก็ตาม
สามคือ เมื่อสถาบันการเงินเขารับจดทะเบียนให้สินเชื่อวิธีนี้กับท่านเขาจำเป็นต้องติดตามกิจกรรมการบริหารสินค้าหลักประกันของท่านอย่างใกล้ชิดว่าท่านได้จำหน่ายจ่ายโอนสินค้าอะไรออกไปอย่างไร และเงินค่าสินค้าที่ได้รับมาท่านนำไปจ่ายคืนให้เขาครบถ้วนหรือไม่ หรือถ้าจะนำไปใช้หมุนเวียนต่อท่านได้แจ้งให้เขาทราบอย่างใกล้ชิดหรือไม่
ฟังแค่นี้ก็น่ากลับ แต่เป็นความจริงในภาคปฏิบัติ เพราะถ้าเขาปล่อยปละละเลยไม่ได้ติดตามเงินที่ให้เครดิตมาก็อาจหายไปพร้อมกับสินค้าที่ใช้เป็นหลักประกัน เพราะฉะนั้นถ้าท่านอยากได้รับประโยชน์จาก
พระราชบัญญัตินี้ ท่านคงต้องรีบปรับปรุงระบบบัญชี ระบบการบริหารสินค้าคงคลัง ระบบการบริหารเงินสด และระบบการบริหารตัวท่านเอง และพนักงานให้เข้าสู่ระบบมาตรฐาน ตรงไปตรงมา และยืนอยู่บนความซื่อสัตย์สุจริตจนสถาบันการเงินเขาเชื่อใจกฎหมายฉบับนี้ออกมารับรองสิทธิกับผู้ประกอบการสามารถจดทะเบียนจำนองกับสถาบันการเงิน และรับรองสิทธิของสถาบันการเงินที่จะรับจำนองแต่ไม่ได้บังคับว่า เขาจะต้องให้สินเชื่อกับท่านในทุกกรณีไม่ว่าธุรกิจของท่านจะมีฐานะทางการเงินอ่อนแอแค่ไหน
ท้ายที่สุด เขาต้องประเมินว่าเมื่อกู้ไปแล้ว ท่านจะสามารถจ่ายคืนเงินกู้ให้เขาได้หรือไม่อยู่ดีและนี่คือโจทย์หลักที่ท่านต้องตอบให้ได้ครับ







