
จีน...จีน...จีน... ต้นเหตุวิกฤตปี’59? (1)
โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
ในปี 2558 คุณผู้อ่านหลายท่านคงคิดคล้ายๆ กันว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศอยู่ในภาวะชะงักงันก็คือ วิกฤตในจีนและน้ำมัน แต่ในปี 2559 นี้ ผมคิดว่าสาเหตุสำคัญที่สุดของปีนี้ที่อาจจะก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้ก็คือประเทศจีนนั่นเอง โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้ครับ
หนึ่ง เมื่อบรรดากูรูส่งสัญญาณ
จอร์จ โซรอส บุคคลผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในสายตาของชาวเอเชีย ในฐานะที่เขาเคยมีส่วนร่วมในการโจมตีค่าเงินในเอเชียจนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจจีนอย่างไม่เกรงใจใครว่า “เศรษฐกิจจีนที่กำลังย่ำแย่อยู่ในขณะนี้ ทำให้เขานึกถึงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551”
โซรอส กล่าวเสริมต่อว่า “จีนกำลังประสบปัญหาการปรับตัวครั้งใหญ่ ซึ่งการปรับตัวอย่างมากในครั้งนี้อาจจะนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ”
บุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งที่ออกมาวิพากษ์จีนก็คือ คริสติน ลาการ์ด (Christine Lagarde) ผู้อำนวยการ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ เธอได้ออกมาให้ความเห็นในขณะนี้ว่า จีนกำลังพยายามอย่างหนักที่จะปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจของตนจากประเทศที่พึ่งพาการส่งออก มาเป็นประเทศที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศแทน
การปรับเปลี่ยนดังกล่าว ได้ส่งผลทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์เกือบทุกชนิดราคาต่ำลงเป็นประวัติการณ์ และทำให้ประเทศที่พึ่งพาสินค้าเหล่านี้เดือดร้อนกันไปทั่ว ประเทศรัสเซียและบราซิลประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ซาอุดิอาระเบียประสบปัญหาขาดดุลงบประมาณและประกาศขายหุ้นในบริษัทน้ำมันของรัฐ Aramco และประเทศกำลังพัฒนาอีกจำนวนมากก็กำลังจะถึงจุดแตกดับสลาย หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น
สอง หนี้สินอันหนักอึ้งของภาคเอกชนของจีน
ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามีการออกตราสารเพื่อกู้เงินสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเงินบางส่วนเป็นการกู้ยืมเงินภายในประเทศเพื่อชดเชยเงินต่างประเทศที่ไหลออกไปจำนวนมหาศาล จากการสำรวจของสำนักวิจัย McKinsey Global Institute พบว่า ตั้งแต่หลังปี 2551 เป็นต้นมา หนี้สินของจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วคิดเป็น 282% ของขนาดเศรษฐกิจหรือจีดีพีของจีนเลยทีเดียว
ทุกวันนี้จีนได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีหนี้สินมากที่สุดในโลกไปแล้ว ในเวลานี้หลายๆ บริษัทในจีนกำลังคิดที่จะลดหนี้สินที่ตนเป็นหนี้อยู่ ซึ่งนั่นหมายถึงการลดกำลังการผลิตและนำไปสู่มูลค่าการส่งออกที่ลดลง หากเป็นเช่นนั้นจริงก็จะทำให้เศรษฐกิจจีนไม่สามารถที่จะเติบโตได้ 7% อย่างที่ตั้งความหวังไว้ แต่สิ่งที่คาดว่าจะทำได้ในปีนี้กลับเป็นเพียง 6.5% เท่านั้น
สาม ความจริงคือจีนยังคงเป็นประเทศที่จนอยู่
หากเรามองตามลักษณะภูมิประเทศ เราก็จะพบว่าในทวีปเอเชียเหนือมี 4 ประเทศที่ถือได้ว่ามีความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจนั่นคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และจีน ตามตารางที่แสดงด้านล่างนี้
จากตารางเราจะพบว่า ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ต่างมีขนาดเศรษฐกิจและรายได้ต่อหัวที่อยู่ในระดับที่ทัดเทียมกับประเทศทางฝั่งตะวันตกที่เจริญแล้ว แต่สำหรับจีนแล้ว...ไม่ใช่เลย จีนยังคงมีรายได้ต่อหัวเพียง 8,280 ดอลลาร์เท่านั้น หรือคิดเป็นหนึ่งในสามของรายได้ต่อหัวของเกาหลีใต้ และเป็นหนึ่งในสี่ของญี่ปุ่น
นั่นแสดงว่าจีนยังจนอยู่และหากมีปัญหาทางเศรษฐกิจขึ้นมาแล้ว ขนาดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นก็ต้องหนักกว่าอีกสามประเทศเป็นอย่างมาก
อีกมุมหนึ่งที่เราต้องมองก็คือ ทั้งสี่ประเทศนี้มีปัญหาเรื่องอัตราการเกิดที่ลดลงมาก และประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว ดังนั้น ระเบิดอีกลูกหนึ่งที่กำลังคืบคลานเข้ามาไม่ใช่เรื่องประชากรล้น แต่เป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุต่างหาก
สี่ เมื่อบรรดาปัญหารุมเร้ายักษ์ใหญ่ตนนี้
หลายสิบปีที่ผ่านมา...เพื่อแก้ปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและการแบ่งแยกแผ่นดิน รัฐบาลจีนจึงต้องทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เศรษฐกิจจีนเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่า หากเศรษฐกิจดี...ทุกคนอิ่มท้อง...เรื่องการเมืองก็จะไม่มีใครสนใจ
ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นกันก็คือ รัฐบาลจีนอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างสาธารณูปโภคและระบบคมนาคมขนาดใหญ่ เพื่อให้มีการจ้างงานจำนวนมหาศาล พร้อมทั้งมาตรการกระตุ้นตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์
แต่สิ่งที่ปรากฏออกมากลับเป็นตัวเลขจำนวนคนงานที่ลดลง ขณะที่ตัวเลขจำนวนคนเกษียณอายุเพิ่มขึ้นโดยตลอด จากนโยบายการให้มีลูกคนเดียวในอดีตซึ่งได้หลอกหลอนจีนจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนั้นจีนยังต้องปรับปรุงระบบการศึกษาให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ รวมถึงปัญหามลภาวะจากโรงไฟฟ้าและโรงงานจำนวนมหาศาล
แม้กระทั่งเมืองหลวงของจีน...กรุงปักกิ่ง ทุกวันนี้ก็ยังต้องเผชิญกับหมอกควันพิษทุกๆ ปีอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ และนั่นจะนำไปสู่การใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาลเพื่อแก้ไขบรรดาปัญหาข้างต้น
บทความ “จีน...จีน...จีน... ต้นเหตุวิกฤตปี 2559?” ยังไม่จบนะครับ พบกับ...ตอนจบ ต่อได้ในฉบับถัดไปนะครับ







