
ดิวตี้ฟรี ต้องเปิดแข่งขันฟรี
เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวว่าคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ยืนยันว่า คิง เพาเวอร์ คู่สัญญากับ ทอท. มีสิทธิผูกขาดแต่เพียงรายเดียว
โดย...ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวว่าคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ยืนยันว่า คิง เพาเวอร์ คู่สัญญากับ ทอท. มีสิทธิผูกขาดแต่เพียงรายเดียว ในการจัดตั้งจุดส่งมอบสินค้าดิวตี้ฟรี (Pick Up Counter) ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
ผมอยากจะให้ข้อคิดแก่ผู้แทนกระทรวงการคลังในคณะกรรมการ ทอท. 2 เรื่อง คือ การปฏิบัติตามกฎหมาย และนโยบายการคลังที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจดิวตี้ฟรี
เนื่องจากตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้ใดละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี ดังนั้น ถ้าหากฝ่ายบริหารนำเสนอข้อมูลต่อคณะกรรมการที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อาจจะมีความผิดข้อนี้
ผู้แทนกระทรวงการคลังจึงควรตั้งคำถามต่อไปนี้
1.กรณีสนามบินดอนเมือง
1.1 สำหรับพื้นที่ทำร้านค้าดิวตี้ฟรีในสนามบินดอนเมือง ทอท.ให้ผู้ชนะประมูล (คู่สัญญากับ ทอท.) ซึ่งก็คือ คิง เพาเวอร์ มีสิทธิผูกขาดจัดตั้งจุดส่งมอบสินค้าดิวตี้ฟรีแต่ผู้เดียว และ
1.2 สำหรับพื้นที่เชิงพาณิชย์อื่นๆ ทอท.ไม่ให้ผู้ชนะประมูล (กลุ่มเดอะมอลล์) มีสิทธิจัดตั้งจุดส่งมอบสินค้าดิวตี้ฟรีได้แม้แต่จุดเดียวนั้น
เงื่อนไขเหล่านี้ ทอท.ระบุไว้ในประกาศเชิญชวนก่อนประมูลหรือไม่
2.กรณีสนามบินสุวรรณภูมิ ควรถามว่า
2.1 ทอท.ระบุเงื่อนไขในประกาศเชิญชวน เช่นเดียวกับสนามบินดอนเมืองหรือไม่
2.2 ถ้าหากไม่มีการระบุไว้ ทอท.ใช้เหตุผลใด ที่ตีความว่าสัญญาที่ลงนามไว้นั้นให้สิทธิดังกล่าวแก่คู่สัญญากับ ทอท.แต่เพียงรายเดียว
2.3 ทอท.ได้หารือสำนักงานอัยการหรือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในการตีความดังกล่าวหรือไม่
ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่า ทอท.ไม่เคยระบุเงื่อนไขในประกาศเชิญชวนของสนามบินสุวรรณภูมิ ต่างกับกรณีสนามบินดอนเมือง การที่ ทอท.ด่วนสรุปให้สิทธิผูกขาดในการจัดตั้งจุดส่งมอบสินค้าในสนามบินสุวรรณภูมิแก่คู่สัญญากับ ทอท.แต่ผู้เดียว ก็น่าจะเป็นการตีความที่เกินขอบเขตของประกาศเชิญชวน
แต่ถ้าหากข้อเท็จจริงปรากฏว่า ทอท.ได้ระบุเงื่อนไขไว้ในประกาศเชิญชวน ข้อสรุปของ ทอท.ก็อาจจะถูกต้อง กรณีนี้ ทอท.ก็ควรจะแถลงข่าวและเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ประชาชนและสื่อมวลชนได้รับทราบ
นอกจากประเด็นกฎหมายแล้ว ผู้แทนกระทรวงการคลังมีหน้าที่จะต้องพิจารณาและเสนอต่อรัฐมนตรีอีกด้วยว่า นโยบายธุรกิจดิวตี้ฟรีที่ดีที่สุดแก่ประเทศของเรา ควรจะเป็นอย่างไร ในเรื่องนโยบาย ธุรกิจดิวตี้ฟรีมีอยู่ 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่ง คือการทำร้านดิวตี้ฟรีในเมือง ซึ่งอ้างกันว่าเปิดแข่งขันเสรีแล้ว และส่วนที่สอง คือการทำร้านดิวตี้ฟรีภายในสนามบิน เนื่องจากเป็นสถานที่ของรัฐ จึงต้องไม่เปิดเสรี แต่ต้องประมูลแข่งขันทั้งสองส่วนแยกอิสระจากกัน และจะต้องแข่งขันกัน
สำหรับร้านค้าดิวตี้ฟรีในเมืองนั้น ถึงแม้ขณะนี้จะเปิดแข่งขันเสรีก็ตาม แต่มีเงื่อนไขธุรกิจที่เป็นเงื่อนตายประการหนึ่ง คือร้านค้าในเมืองจะต้องมีจุดส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าที่สนามบิน เงื่อนไขนี้ถ้าไม่แยกต่างหากจากส่วนที่สอง ก็จะเกิดสภาพผูกขาดโดยปริยาย เพราะการตีความโดย ทอท.นั้น มีผลเป็นการ
กีดกันร้านดิวตี้ฟรีในเมืองโดยอัตโนมัติ เนื่องจากไม่มีโอกาสจะจัดตั้งจุดส่งมอบสินค้าที่สนามบินสุวรรณภูมิหรือสนามบินดอนเมืองได้เลย
ถามว่า กระทรวงการคลังควรจะกำหนดนโยบายเรื่องนี้อย่างไร
ผมตอบว่า กระทรวงการคลังมีหน้าที่จะต้องทำให้ธุรกิจดิวตี้ฟรีกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ กระทรวงจึงควรจะบังคับให้มีการแข่งขันกันอย่างเสรีจริงๆ
เงื่อนไขที่ ทอท.กำหนดสำหรับสนามบินดอนเมือง ซึ่งผูกโยงสองสิทธิเข้าด้วยกัน คือ (ก) สิทธิในการทำร้านค้าดิวตี้ฟรีในสนามบิน ควบไว้กับ (ข) สิทธิการจัดตั้งจุดส่งมอบสินค้าสำหรับร้านค้าดิวตี้ฟรีในเมืองนั้น เป็นความคิดที่ประหลาด เพราะปิดกั้นการแข่งขันโดยไม่จำเป็น และก่อประโยชน์แก่บริษัทที่ผูกขาดจุดส่งมอบสินค้าได้ประโยชน์มหาศาล
กระทรวงการคลังจึงจะต้องคัดค้านมิให้ ทอท.นำเงื่อนไขสองเรื่องไปปะปนกัน และในระหว่างนี้กระทรวงการคลังก็ควรที่จะคิดหามาตรการเพื่อเปิดให้มีการแข่งขันมากขึ้นในทันทีอีกด้วย ผมขอเสนอวิธีแก้ปัญหาที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยยังไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับสัญญาระหว่าง ทอท.และคู่สัญญากับ ทอท.
ข้อเสนอคือ ให้กรมศุลกากรอำนวยความสะดวก ให้ร้านดิวตี้ฟรีในเมืองสามารถนำสินค้าไปส่งมอบที่บริเวณทางเดินขึ้นเครื่องบิน (Jet Bridge) ก่อนที่ผู้โดยสารจะขึ้นเครื่องบิน ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้อยู่แล้วในสนามบินหลายแห่งของโลก รวมถึงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในสหรัฐ
แต่เพื่อปฏิบัติตามประกาศกรมศุลกากร จะต้องทำการบรรจุสินค้าดิวตี้ฟรีไว้ในรถกอล์ฟที่คลุมตาข่าย โดยมีการปิดผนึกล็อกตาข่ายต่อหน้าเจ้าหน้าที่ และติดแท็กควบคุมที่มีคลื่นวิทยุกำกับ (RFID) เพื่อควบคุมให้การเปิดตาข่ายทำได้ เฉพาะเมื่อรถดังกล่าวได้ผ่านเครื่องอ่านแท็กที่ทางเดินขึ้นเครื่องบินแล้วเท่านั้น
กรณีนี้กรมศุลกากรจะต้องอำนวยความสะดวกโดยจัดพื้นที่สำหรับนำสินค้าดิวตี้ฟรีมาบรรจุในรถกอล์ฟคลุมตาข่าย เพื่อทำการล็อกซีลต่อหน้าเจ้าหน้าที่
ทั้งนี้ ถ้าหากพื้นที่ศุลกากรไม่เพียงพอ กรมศุลกากรสามารถขอพื้นที่อื่นในสนามบินเพื่อการนี้ แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในบริเวณผู้โดยสารขาออก หรืออยู่ในพื้นที่พาณิชย์ เพราะจะใช้เป็นพื้นที่ราชการเพื่อควบคุมสินค้าดิวตี้ฟรีเท่านั้น มิใช่จุดที่เปิดให้ประชาชนเข้าไปรับของด้วยตนเอง
วิธีนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวได้ทันที โดยไม่กระทบสิทธิของคู่สัญญากับ ทอท.แต่อย่างใด และผมได้เสนอแนวคิดนี้ไปยังรัฐมนตรีคลังแล้ว ถ้าหากท่านเห็นว่าไม่เหมาะสม ท่านก็ควรจะแถลงเหตุผลต่อสาธารณะ







