
หนึ่งเมืองสองแบบ ดุลยภาพการพัฒนาที่ยั่งยืน
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์
ความพยายามเร่งผลักดันการพัฒนาประเทศในรูปแบบหักด้ามพร้าด้วยเข่าของรัฐบาลปัจจุบัน อยู่บนฐานความเชื่อ การพัฒนา = ความเจริญ = การกินดีอยู่ดี เป็นหลักคิดยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เรืองอำนาจ ซึ่งเป็นที่มาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 เมื่อปี 2504
เวลาผ่านไป 55 ปี แนวนโยบายการพัฒนาของบ้านเราก็ยังย่ำอยู่กับทิศทางเดิมๆ มาต่อเนื่อง โดยใช้ “ความเจริญ” เป็นฉากทัศน์อธิบายถึงความจำเป็น และให้ทุกฝ่าย (ต้อง) เห็นพ้องถึงความสำคัญ
แต่ในความเป็นจริงจะเห็นได้ว่าผลพวงของการพัฒนาในหลายโครงการของรัฐที่แล้วมา กลับผิดฝั่งผิดฝา ทำลายความสมดุลของธรรมชาติ ไม่เหมาะสมสอดคล้องกับพื้นที่ สร้างความเหลื่อมล้ำ และในแต่ละปีได้ผลาญงบประมาณแผ่นดินไปจำนวนมหาศาล
แม้เราจะได้ระบอบประชาธิปไตยมาเป็นรูปแบบการปกครอง แต่ในอดีตที่ผ่านมานั้นประชาชนแทบไม่มีปากมีเสียงในการกำหนดอนาคตตัวเอง รัฐจะลงมือทำอะไรเป็นเรื่องของทางราชการ ใครไม่เห็นด้วยก็จะถูกป้ายสีให้เป็นคนขัดขวางการพัฒนา
แม้หลักการประชาชนธิปไตย จะเป็นระบบการปกครองที่ปวงชนเป็นใหญ่ แต่ความเป็นจริง นอกจากเราไม่ได้สัมผัสเนื้อแท้ตามเจตนารมณ์การปกครองแล้ว ไม่ว่ายุคไหน เรายังได้ผู้บริหารประเทศที่มองการขอมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาของรัฐ เป็นผู้ขัดขวางการสร้างความกินดีอยู่ดี และบิดเบือนให้สังคมเข้าใจว่าต้นเหตุความยากจนของคนชนบทมาจากเอ็นจีโอเป็น “ตัวถ่วง” การดำเนินนโยบายของรัฐ
เมื่อมโนเอาเองว่ารัฐบาลเป็น “คุณพ่อแสนดี” มีแต่ความปรารถนาดี ประชาชนและเอ็นจีโอก็ควรทำตัวเป็น “เด็กดี” ว่านอนสอนง่าย ไม่ใช่รัฐขยับจะทำอะไรก็เอาแต่เอะอะโวยวายไปเสียทุกเรื่อง
เมื่อชุดความเชื่อล้าหลังถูกฝังลึกไว้ในมโนทัศน์ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่การผลักดันโครงการร้อนโดยรัฐจึงถูกต่อต้าน ไม่ว่ากระเช้าขึ้นภูกระดึง โครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ การยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมือง ฯลฯ
ผู้นำประเทศจะปฏิเสธไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วยคงไม่ได้ เพราะนายกรัฐมนตรีก็ออกมารับลูกไปเสียทุกเรื่อง ทว่าแต่ละโครงการล้วนขัดแย้งกับแนวนโยบายของรัฐแทบทั้งสิ้น
ยุทธศาสตร์ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับล่าสุด กำหนดเป้าหมายการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ไว้ 40% ด้วยปัจจุบันป่าของประเทศน้อยกว่าเป้าหมายอยู่ 20.7 ล้านไร่ และตลอด 36 ปีที่ผ่านมา (2516-2552) พื้นที่ป่าไม้ของบ้านเราลดลงถึง 30.9 ล้านไร่ หรือลดลงปีละ 8.5 แสนไร่
แต่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติก็กลับจะเดินหน้าใช้พื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งข้อมูลทางวิชาการบ่งชี้ว่า กรมชลประทานคือหน่วยงานราชการที่มีกิจกรรมทำลายป่ามากที่สุดถึง 2.1 ล้านไร่
แผนการสร้างเขื่อนแม่วงก์ก็เป็นโปรเจกต์หนึ่งที่กำลังเดินไปสู่ทิศทางนั้น...แลกกับผลกระทบต่อระบบนิเวศของผืนป่า ซึ่งหมายถึงจะมีผลกระทบต่อห่วงโซ่ความสัมพันธ์ในหมู่สัตว์และพืชในผืนป่าตะวันตกทั้งหมด โดยไม่มีหลักประกันใดจะให้คำตอบว่าคุณค่าทางธรรมชาติที่ต้องสูญเสียไปจะลดหายนะตามเป้าหมายของโครงการนี้ได้มากน้อยเพียงใด
การเร่งเครื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาคเหนือ ตามที่ภาครัฐจ้องจะใช้ป่าบุญเรือง อ.เชียงของ จ.เชียงราย เพื่อเนรมิตให้เป็นนิคมอุตสาหกรรม แลกพื้นที่ป่าชุ่มน้ำ ซึ่งมีความหลากหลายของระบบนิเวศ ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน
ชาวเชียงของมองว่า พวกเขาไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา แต่การไหลบ่าของกระแสทุนโลกาภิวัตน์กำลังเบียดขับให้ชุมชนถูกย่อยสลายให้เป็นเพียงผู้เฝ้ามอง โดยไม่ได้รับโอกาสในการเลือกอนาคตของท้องถิ่นตัวเอง ขณะที่ผืนป่าขนาด 3,021 ไร่แห่งนี้ คือส่วนหนึ่งของวิถีการดำรงชีวิตพวกเขา
นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ บอกว่า สามารถสร้างท้องถิ่นให้เป็นสากลได้ หรือท้องถิ่นสากล (Glocal) จึงได้ร่วมกันจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองเชียงของอย่างยั่งยืนและสมดุล พ.ศ. 2558-2562 หรือเรียกง่ายๆ ว่า “หนึ่งเมืองสองแบบ”
แผนนี้เป็นการกำหนดร่วมกันระหว่างภาครัฐ ประชาชน เอกชน และองค์กรท้องถิ่นต่างๆ โดยยึดโยงอยู่กับพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ นิเวศวัฒนธรรม ซึ่งมุ่งไปสู่ความเป็นท้องถิ่นสากลที่สามารถสร้างดุลยภาพท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงได้
การหยิบกระเช้าลอยฟ้ามาปัดฝุ่น เพื่ออำนวยความสะดวกการเดินทางไปเสพบรรยากาศบนอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ก็เป็นอีกโครงการที่กำลังสวนทางการส่งเสริมนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งนายกรัฐมนตรีมักนำไปพูดอยู่บ่อยครั้งเมื่อคราวเดินทางไปร่วมประชุมเวทีระหว่างประเทศ
ขณะที่บทบาทหลักของอุทยานแห่งชาตินั้นคือการอนุรักษ์ธรรมชาติให้คงอยู่ในสภาพเดิม และการใช้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวนั้นเป็นหน้าที่รองลงมา ในทางกลับกัน หากติดกระเช้าเมื่อใด คนจะทะลักขึ้นภูแห่งนี้กันอีกหลายเท่าตัว จากปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปปีละ 6.2 หมื่นคน
การกำหนดทิศทางการพัฒนาท่ามการเปลี่ยนแปลง จึงควรเพิ่มพื้นที่คุณค่าวิถีดั้งเดิมและสภาพแวดล้อมที่ดี และค่อยๆ ลดวิธีการนำความเจริญไปทำลายท้องถิ่นจนย่อยยับ







