
ดัชนีผลผลิตหัวทิ่ม ลุ้นภาครัฐเร่งลงทุน
ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน ม.ค.หดตัว 3.3% ต่ำสุดรอบ 14 เดือน จากเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน
ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน ม.ค.หดตัว 3.3% ต่ำสุดรอบ 14 เดือน จากเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน
นายศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ในเดือน ม.ค. 2559 มีอัตราหดตัวลง 3.3% จากช่วงเดียวกันของปี 2558 ถือว่ามีการหดตัวต่ำสุดในรอบ 14 เดือน ปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ประเทศคู่ค้าหลักของไทยมีเศรษฐกิจชะลอลง ทั้งประเทศจีนและภูมิภาคอาเซียน ที่ต่างพึ่งพาการส่งออกเช่นเดียวกับไทย และผลจากราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง ทำให้มูลค่าโดยรวมของสินค้าลดลงแทบทุกประเภท
นายศิริรุจ ชี้แจงว่า กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญที่มีดัชนีผลผลิตลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เหล็กและเหล็กกล้า โดยอุตสาหกรรมรถยนต์มียอดการผลิตในเดือนนี้แค่ 1.47 แสนคัน ลดลง 11.69% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยอดขายในประเทศ 5.18 หมื่นคัน ลดลง 13.23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าการส่งออกจะทำได้ 9.37 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 1.38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่อุตสาหกรรมการผลิตเหล็กและเหล็กกล้า มีการบริโภครวม 1.39 ล้านตัน ลดลง 10.05% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากมีการนำเข้าเหล็กสำเร็จรูปราคาถูกจากจีน
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตโดยรวมลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.03% ด้านกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์นั้น ส่วนใหญ่ลดลงทั้งกลุ่มฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เซมิคอนดัคเตอร์ เป็นผลมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป มีการใช้งานคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กลดลง แต่หันไปใช้งานสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น ส่วนอุตสาหกรรมไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.34% ทั้งเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เพราะการส่งออกไปยุโรปและสหรัฐเพิ่มขึ้น แต่เครื่องรับโทรทัศน์ลดลง 63.25% จากการย้ายฐานผลิตไปอาเซียน
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมที่ขยายตัวได้ดีอยู่ เช่น น้ำมันพืช น้ำมันเชื้อเพลิง ผลิตภัณฑ์กระดาษขยายตัว 1.04% อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม 3.26% เสื้อผ้าสำเร็จรูป 3.08%
นายศิริรุจ กล่าวต่อว่า แนวโน้มการลงทุนและความเชื่อมั่นของภาคเอกชน จะฟื้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับภาครัฐที่จะต้องเร่งการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เมกะโปรเจกต์ และนโยบายกระตุ้นการใช้วัตถุดิบในประเทศ เมื่อรัฐมีการลงทุนจะช่วยดึงความเชื่อมั่น มีงบประมาณลงไปในแต่ละหมู่บ้าน ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นและการบริโภคในประเทศให้กลับมาได้แน่นอน และขณะนี้เงินจากนอกประเทศพร้อมเข้ามาในประเทศไทย จากอัตราดอกเบี้ยที่ติดลบ







