
ล้วงแบงก์รัฐ8แสนล.
คลังเผยแบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อตามนโยบายรัฐ 7.89 แสนล้านเป็นหนี้เสียกว่า 1 หมื่นล้าน
คลังเผยแบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อตามนโยบายรัฐ 7.89 แสนล้านเป็นหนี้เสียกว่า 1 หมื่นล้าน
กระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการดําเนินกิจกรรมกึ่งการคลังผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (แบงก์รัฐ) ณ วันที่ 30 ก.ย. 2558 การดำเนินโครงการตามนโยบายรัฐที่มีการแยกบัญชี (พีเอสเอ) มียอดสินเชื่อคงค้างจํานวน 7.89 แสนล้านบาท ลดลง 13.69% จากไตรมาสก่อนหน้า ในจำนวนนี้กลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) 1.04 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ เอ็นพีแอลคิดเป็นสัดส่วนต่อสินเชื่อคงค้าง 1.33% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากมีเอ็นพีแอลจากโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปี 2557/2558 ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพิ่มเข้ามาอีก 1,242.65 ล้านบาท
สำหรับสินเชื่อตามนโยบายรัฐที่แยกบัญชีพีเอสเอจากธุรกรรมปกติของแบงก์รัฐนั้น คาดว่าจะเป็นภาระทางการคลังที่รัฐบาลจะต้องชดเชยความเสียหายให้ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดโครงการ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2558 มีจํานวนทั้งสิ้นกว่า 1.33 แสนล้านบาท คงเหลือภาระทางการคลังที่รอการชดเชยจากรัฐบาลระยะที่ 1 จํานวน 4.32 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 32.45% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากธนาคารออมสินมีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปี 2558 หรือซอฟต์โลนก้อนแรก วงเงิน 1 แสนล้านบาท เข้ามาเพิ่มเติมและได้มีการขยายโครงการอีก 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งโครงการดังกล่าวยังไม่ได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาล
ธนาคารที่มีสินเชื่อตามนโยบายรัฐมากที่สุดคือ ธ.ก.ส. มียอดสินเชื่อคงค้างสูงที่สุดกว่า 7.06 แสนล้านบาท รองลงมาคือ ธนาคารออมสิน ที่มียอดสินเชื่อคงค้างกว่า 4.38 หมื่นล้านบาท ขณะที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ มีโครงการที่ปล่อยสินเชื่อแล้วเกิดเป็นเอ็นพีแอล มีมูลค่าสูงที่สุดอยู่ที่ 7,041.39 ล้านบาท โดยเอ็นพีแอลส่วนใหญ่มาจากโครงการสินเชื่อ SME Power เพื่อวันใหม่ (ระยะที่ 1) โครงการสินเชื่อ SME Power เพื่อผู้ประสบอุทกภัยปี 2553 และโครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตภายใต้สินเชื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิต
เหตุผลที่เอสเอ็มอีแบงก์กับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย มีหนี้เสียในโครงการพีเอสเอสูง เพราะกลุ่มลูกค้าจะเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ไม่มีหลักประกัน และเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจหรือภัยธรรมชาติ มีความสามารถชำระหนี้ต่ำ รวมทั้งบางโครงการมีเงื่อนไขที่ไม่ต้องตรวจเครดิตบูโรก่อน
ด้านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) แม้จะเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ค้ำประกันสินเชื่อ แต่การค้ำประกันดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นการค้ำประกันโครงการที่มีการแยกบัญชีพีเอสเอ ทําให้รัฐบาลมีภาระในการชดเชยภาระทางการคลังเช่นเดียวกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจอื่นๆ โดยแยกเป็นภาระทางการคลังที่ขอรับการชดเชยจากรัฐบาลของ บสย. มีจํานวนทั้งสิ้น 1.68 หมื่นล้านบาท และภาระทางการคลังคงเหลือที่รอการชดเชยอีกจํานวนกว่า 1.36 หมื่นล้านบาท







