
สธ. ยกระดับสถานีอนามัยเป็นรพ.สต.แล้ว1,288 แห่ง
จุรินทร์ เผย สธ. ยกระดับสถานีอนามัยเป็นรพ.สต.แล้ว1,288 แห่ง คาดอีก 2 เดือน ได้ครบ 2,000 แห่ง ตามเป้าปี 2553 พร้อมแจ้งข่าวดีสั่งยกระดับหัวหน้าสถานีอนามัย 9,970 แห่ง เป็นผู้อำนวยการ รพ.สต. ถ้วนหน้า
จุรินทร์ เผย สธ. ยกระดับสถานีอนามัยเป็นรพ.สต.แล้ว1,288 แห่ง คาดอีก 2 เดือน ได้ครบ 2,000 แห่ง ตามเป้าปี 2553 พร้อมแจ้งข่าวดีสั่งยกระดับหัวหน้าสถานีอนามัย 9,970 แห่ง เป็นผู้อำนวยการ รพ.สต. ถ้วนหน้า
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมผู้บริหารระดับสูง ประจำเดือนกรกฎาคม 2553 ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรีว่า ในวันนี้ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการยกระดับสถานีอนามัย 2,000 แห่งในปี 2553 ขึ้นเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ขณะนี้ดำเนินการได้ 1,288 แห่งหรือร้อยละ 64 ของเป้าหมาย ซึ่งจะต้องเร่งรัดส่วนที่เหลือให้เสร็จทันภายใน 2 เดือนนี้ และในวันที่ 1 ตุลาคม 2553 จะได้ดำเนินการที่เหลืออีก 7,000 แห่ง
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ในวันนี้ที่ประชุมได้กำหนดหลักเกณฑ์ขั้นพื้นฐานของ รพ.สต. ว่าจะต้องมีองค์ ประกอบ 4 ข้อได้แก่ 1.ด้านกายภาพ 2. บุคลากร 3. ระบบข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 4. ต้องตั้งคณะกรรมการพัฒนาโรงพยาบาล โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวแทนผู้รับบริการ ภาคเอกชน ผู้ทรงคุณวุฒิในท้องถิ่น เป็นต้น
ขณะเดียวกันได้กำหนดแนวปฏิบัติให้ยกระดับหัวหน้าสถานีอนามัยทั่วประเทศจำนวน 9,970 แห่ง ขึ้นเป็นผู้อำนวยการ รพ.สต. โดยในวันนี้ได้สั่งการให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด นำเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงนามแต่งตั้ง ส่วนเงินเดือนนั้นให้เป็นไปตามระบบปกติเดิม เพียงแต่ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการ รพ.สต.
ทางด้าน นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ทำหนังสือสั่งการไปถึงนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด ให้เร่งดำเนินการแต่งตั้งหัวหน้าสถานีอนามัยเดิมทั้งหมดในจังหวัด เป็นผู้อำนวยการ รพ.สต. เสนอผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป
จุรินทร์ ให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพ จัดเวทีระดมความคิดเห็นหาข้อสรุปที่พอใจร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขพ.ศ...ทั้ง 2 ฝ่าย
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.... ซึ่งขณะนี้อยู่บรรจุอยู่ในวาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีทั้งผู้ให้การสนับสนุนและคัดค้านร่างดังกล่าวว่า ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพเชิญทั้ง 2 ฝ่ายที่มีความเห็นไม่สอดคล้องกัน มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และพบปะพูดคุยกัน เพื่อหาข้อสรุปว่าสิ่งที่ควรจะเป็นอนาคตจะต้องเป็นอย่างไร ซึ่งจะมีทั้งฝ่ายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฯ และฝ่ายที่คิดว่าควรจะปรับปรุงแก้ไข ซึ่งปลัดกระทรวงฯ จะนัดหมายประชุมในรายละเอียดต่อและจัดเวทีให้ทั้งฝ่ายได้พบกัน โดยมีกระทรวงสาธารณสุขทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการสรุปหรือระดมความคิดเห็นจากทั้ง 2 ฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง
“อย่างไรก็ตาม ขอเรียนข้อมูลให้ทราบเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ได้รับการบรรจุเข้าสู่การพิจารณาในวาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เท่าที่ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีทั้งหมด 7 ร่าง คือร่างที่ผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองต่างๆ เสนอจำนวน 5 ร่าง มีทั้งจากพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคอื่นๆ ขณะเดียวกันก็มีร่างของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 10,631 คน และร่างจากคณะรัฐมนตรี” นายจุรินทร์กล่าว
นายจุรินทร์ กล่าวว่า ร่างที่อยู่ในระเบียบวาระการประชุม ขึ้นอยู่กับที่ประชุมสภาฯจะหยิบยกมาพิจารณาเมื่อใด แต่เท่าที่ดูระเบียบวาระ และรับทราบจากวิปรัฐบาลว่ายังมีวาระอื่นที่ยังคั่งค้างอยู่เบื้องต้นพอสมควร ในการพิจารณาของวิปฯ นั้น โดยทั่วไปแนวปฏิบัติมี 2 แนวทางคือเป็นไปตามระเบียบวาระ และตามความจำเป็นเร่งด่วน แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุมสภาฯเป็นหลักว่าจะเห็นด้วยกับแนวทางไหน อย่างไร แต่เบื้องต้นฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่ยังมีข้อข้องใจควรจะมีโอกาสมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ซึ่งจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในขณะนี้ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้น ขอให้เวทีหารือทั้ง 2 ฝ่ายนี้เกิดขึ้นก่อน
ส่วนเรื่องที่มีเจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาล ในโรงพยาบาลต่าง ๆ แต่งชุดดำนั้น นายจุรินทร์กล่าวว่า การทำอะไรโดยไม่ละเมิดสิทธิ์คนอื่น ก็ไม่มีปัญหาสามารถทำได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเหมาะสมของแต่ละบุคคล แต่หลักใหญ่ๆ อยากเห็นทั้ง 2 ฝ่ายมาพูดคุยกัน
ทางด้านนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าในวันนี้จะพบกับตัวแทนทั้ง 2 กลุ่ม เพื่อพูดคุยและหาจุดที่จะลงตัวกันได้ และจะนัดประชุมร่วมกันอีกครั้งโดยเร็วที่สุด คาดว่าภายในสัปดาห์หน้านี้ เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายรู้สึกสบายใจขึ้น แต่ทั้งหมดในหลักการขอให้ยึดผู้ป่วยเป็นหลัก ไม่ให้เสียประโยชน์ ขณะเดียวกันให้ลดความกังวลใจของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในการถูกฟ้องร้อง ผมคิดว่าทั้ง 2 ฝ่ายปรารถนาดีกับผู้ป่วย เพียงแต่ว่าอาจไม่สบายใจในบางประเด็น แต่หากได้พูดคุยกัน น่าจะมีข้อสรุปที่พอใจทั้ง 2 ฝ่าย







