
"สปท." เห็นชอบรายงานปฎิรูปตำรวจ ดันโมเดล "ก.ตร". เลือก ผบ.ตร.
ที่ประชุม สปท. เห็นชอบรายงานปฎิรูปตำรวจ หนุนโมเดลให้ ก.ตร. เลือก ผบ.ตร. มั่นใจปลอดการเมืองแทรก
ที่ประชุม สปท. เห็นชอบรายงานปฎิรูปตำรวจ หนุนโมเดลให้ ก.ตร. เลือก ผบ.ตร. มั่นใจปลอดการเมืองแทรก
เมื่อวันที่ 29 ก.พ. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) โดยมีร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสปท.เป็นประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง ความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลของตำรวจจากการแทรกแซงทางการเมือง
พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน โฆษกกมธ.สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปท. กล่าวชี้แจงรายงานว่า การปฏิรูปตามแนวทางรายงานของคณะกมธ.นั้นยอมรับว่า ย้อนยุค เพราะได้นำเอาแนวทางการปฏิรูปตำรวจตั้งแต่ปี 2405 มาปรับใช้ เนื่องจากตั้งแต่สมัยรัฐบาลปี 2547 เป็นต้นมาต้องการทำให้องค์กรตำรวจอ่อนแอ สร้างรัฐตำรวจ และย่ำยีองค์กรตำรวจโดยการให้นายกรัฐมนตรีมานั่งเป็นประธานสำนักงานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เพื่อแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) และยังตั้งนายกฯเป็นประธานสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) เพื่อให้ตั้งนายพลทั้งหมด เราจึงมักเห็นรองผบ.ตร.ของไทยเดินตามนายกฯไปทุกที่
พล.ต.ท.อำนวย กล่าวต่อว่า ดังนั้นกมธ.จึงเสนอแนวทางการปฏิรูปโดยปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของก.ตร. โดยทำให้ก.ตร.เป็นองค์กรบริหารงานบุคคลเพียงองค์กรเดียว มีความเป็นอิสระ ปราศจากการถูกครอบงำทางการเมือง และกำหนดอำนาจหน้าที่เพิ่มเติมให้ ก.ตร.เป็นผู้พิจารณาแต่งตั้ง ผบ.ตร.ด้วย และให้การบริหารงานบุคคลในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เป็นไปในทำนองเดียวกับคณะกรรมการอัยการ(ก.อ.)ของสำนักงานอัยการสูงสุด(อสส.)นอกจากนี้ ยังปรับให้ ก.ตร.เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.ตร. แทน ก.ต.ช. รวมทั้งให้มีหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานของผบ.ตร.ด้วย ว่า ส่วนบทบาทของก.ต.ช. กำหนดให้ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลอีกต่อไป แต่ยังให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก.ต.ช.เพื่อขับเคลื่อนการบริหารงานราชการแผ่นดินตามนโยบายรัฐบาลเหมือนเดิม
พล.ต.ท.อำนวย กล่าวว่า สำหรับกระบวนการสรรหาบุคคลแต่งตั้งผบ.ตร.นั้น แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีคำสั่งที่ 44/2558 ลงวันที่ 4 ธ.ค. 2558 แก้ไขเพิ่มเติมให้ผบ.ตร.เสนอรายชื่อบุคคลที่จะเป็นผบ.ตร.คนใหม่ต่อ ก.ต.ช.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนเสนอนายกฯ ให้นำความขึ้นกราบบังคมทูล โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง แต่กระบวนการก็ยังคงต้องให้ ก.ต.ช. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน ซึ่งประธานก.ต.ช.ก็คือ นายกรัฐมนตรี ซึ่งยังเป็นฝ่ายการเมืองอยู่ดี ทางกมธ.จึงเสนอให้การแต่งตั้งผบ.ตร. ควรดำเนินการโดย ก.ตร.เพียงองค์กรเดียว โดยให้ก.ตร.พิจารณาคัดเลือกตำรวจจากตำแหน่ง จเร รองผบ.ตร. หรือ เทียบเท่ายศพล.ต.อ. เข้าสู่กระบวนการสรรหา ซึ่งผู้เข้ารับการสรรหาต้องแสดงวิสัยทัศน์ จากนั้นให้ก.ตร.พิจารณาผู้ที่เหมาะสมเป็นผบ.ตร.มา 1 รายชื่อ แล้วเสนอให้นายกฯดำเนินการนำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ ทั้งนี้กมธ.ได้กำหนดระยะเวลาการปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ให้แล้วเสร็จในรัฐบาลนี้ หากมีปัญหาในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้นายกฯใช้มาตรา 44 แก้ไขความในพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางการปฏิรูปที่กมธ.เสนอ
จากนั้น สมาชิกสปท.ได้ลุกขึ้นแสดงความเห็น โดยนายนิกร จำนง สปท. อภิปรายว่า ที่ผ่านมาเรามองว่าองค์กรตำรวจถูกแทรกแซงจากภายนอก โดยอำนาจนายกรัฐมนตรี ที่สามารถแต่งตั้งดู ผบ.ตร. ได้ ซึ่งแผนงานปฏิรูปที่ถูกเสนอมานี้ เรากำลังจะทำให้ตำรวจเป็นเหมือนกึ่งองค์กรกิสระ ดูและกันแต่งตั้งกันเอง แต่องค์กรตำรวจนั้นมีหน้าที่ทำตาม นโยบายของรัฐบาล ซึ่งการให้รัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยนั้น มองมุมหนึ่งก็เป็นการแทรกแซง แต่หากมุมอีกมุมก็เป็นระบบการทำงาน เพราะตำรวจเกรงใจนักการเมือง นักการเมืองเกรงใจประชาชนชน และประชาชนก็กลัวตำรวจ หากตำรวจมีโครงสร้างแบบนี้แล้ว ใครจะเป็นคนควบคุมตำรวจ เพราะรัฐบาลมีอำนาจแต่งตั้งและถอดตำแหน่ง ผบ.ตร. แต่อำนาจนั้นก็มาจากประชาชน ซึ่งจะถูกเอาคืนทุก 4 ปี จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า หากมีการใช้อำนาจส่วนนี้กันเองแล้วมีปัญหาขึ้นมา ใครจะเป็นผู้ดูแล ที่ผ่านมาเราพูดแต่เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างของตำรวจ แต่ไม่ได้กล่าวถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้พวกเขาเป็นรายบุคคล เพราะงานตำรวจถือว่าทำงานหนักแต่ได้เงินน้อย หากตำรวจมีสวัสดิการที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ พวกเขาก็จะไม่ถูกกดดันโดยอำนาจภายนอก โดยเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ควรให้ความสนใจ
ขณะที่นายวันชัย สอนศิริ สปท. กล่าวว่า ที่ผ่านมา สปท. ยังไม่ได้มีงานปฏิรูปที่เป็นชิ้นเป็นอัน หากใช้อำนาจมาตรา 44 ตามที่พ.ต.ท.อำนวย เสนอมาแล้วปฏิรูปเรื่องนี้สำเร็จได้ ก็จะกลายเป็นผลงานชิ้นเยี่ยมของ สปท. แต่ทตนขอตั้งข้อสังเกตว่า ข้อเสนอที่ให้ปรับปรุง คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีอำนาจเลือก ผบ.ตร. ได้นั้น เมื่อดูโครงสร้างของ ก.ตร. แล้วจะพบว่ามี รอง.ผบ.ตร. และจเรตำรวจจำนวนหนึ่ง เข้าร่วมใน ก.ตร ด้วย ซึ่งทำให้มีความได้เปรียบเสียเปรียบที่ต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ชิงตำแหน่งที่ไม่มีความใกล้ชิดกับ ก.ตร. ทั้งนี้ตัวประธาน ก.ตร. ก็เป็นอดีตข้าราชการตำรวจยศ พล.ต.อ. ก็เป็นที่น่าถามว่า องค์กรนี้จะขับเคลื่อนโดยข้าราชการเกษียณหรืออย่างไร
ด้านนายกษิต ภิรมย์ สมาชิกสปท. อภิปรายว่า วันนี้พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สปท.มีคดีความเกี่ยวกับสตช. แต่เรากำลังจะมีข้อเสนอปฏิรูปให้สตช.เป็นองค์กรอิสระ ปลอดจากการเมือง เรื่องนี้จะเป็นการหนีเสือปะจระเข้หรือไม่ เพราะประเทศที่มีประชาธิปไตยแบบเสรีจะต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล แต่ข้อเสนอดังกล่าวเมื่อสตช.เป็นอิสระแล้วกลับไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล ตนจึงขอเสนอให้ประชาชนเป็นผู้ตรวจสอบ โดยตำแหน่งผบ.ตร. หรือ หัวหน้าสำนักงานตำรวจระดับเทศบาลเมือง อาจให้มีการสมัครกันเข้ามา แล้วให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือก แบบนี้ถึงจะมีความน่าเชื่อถือ ตนเห็นว่ากมธ.ยังไม่ได้จัดลำดับความสำคัญที่ถูกต้องว่า การปฏิรูป สตช.ที่แท้จริงควรทำอย่างไร เพราะขนาดการแต่งตั้งผบ.ทบ.ในยุครัฐบาลนี้ ไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง แต่ทำไมยังมีข่าวลือและข้อครหาออกมามากมาย เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้พวกเราพิจารณาเห็นชอบให้ สตช.เป็นอิสระ ตนคิดว่าจะมีความเสียหาย ศักดิ์ศรีของนายตำรวจดีๆจะหมดไปหรือไม่ วันนี้เราต้องเอาความจริงมาพูดกัน โดยต้องไม่ทำเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องทำเพื่อประชาชนโดยเอาความจริงมาพูดกัน อย่าหลอกตัวเอง และหลอกประชาชนไม่ได้
นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกสปท. อภิปรายว่า ตนคิดว่า กมธ.กำลังปฏิรูปองค์กรตำรวจโดยลดอำนาจของนักการเมืองลง แต่อำนาจนั้นจะกลับไปอยู่ในมือตำรวจเพียงกลุ่มเดียว สิ่งที่กมธ.ไม่ได้พูดถึง คือ ระบบวัฒนธรรมของตำรวจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะตำรวจมาจากสถาบันเดียวกันจึงทำให้เกิดระบบอุปถัมภ์เป็นอย่างมาก สิ่งที่กมธ.ตั้งใจ คือ ต้องทำให้องค์กรตำรวจเป็นอิสระ แต่นอกจากเป็นอิสระจากการเมืองแล้ว ยังเป็นอิสระจากประชาชนด้วย เพราะตำรวจจะโปร่งใสต้องมีระบบการตรวจสอบที่ดี ตัวอย่างที่จะทำให้องค์กรตำรวจมีความโปร่งใส คือ ต้อวกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ทั้งนี้ องค์กรที่จะได้รับการปฏิรูปต้องส่งสัญญาณให้กับประชาชนรู้ว่า พร้อมแล้วที่จะได้รับการปฏิรูป แต่กรณีของพล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป เท่ากับว่า องค์กรตำรวจยังไม่มีความพร้อมที่จะปฏิรูป ทั้งที่สิ่งที่ประเด็นดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายตำแหน่ง การรับส่วย ก็เป็นที่รับรู้ของสังคมทั่วไปอยู่แล้ว
จากนั้นที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานดังกล่าวด้วยคะแนน 100 ต่อ 30 งดออกเสียง 48 โดยคณะกมธ.จะนำความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงแก้ไขก่อนส่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายใน 7 วัน







