
แนวปฏิรูปวงการสงฆ์
วงการผ้าเหลืองกำลังคุกรุ่น ไล่ตั้งแต่ปมขัดแย้งเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช กรณีมหาเถรสมาคมเพิกเฉย
โดย...ขุนอิน
วงการผ้าเหลืองกำลังคุกรุ่น
ไล่ตั้งแต่ปมขัดแย้งเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช กรณีมหาเถรสมาคมเพิกเฉยไม่จัดการกับพระธัมมชโย การเดินขบวนของเครือข่ายพระภิกษุจนปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหารที่พุทธมณฑล ข้อเรียกร้องให้บัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ จนถึงข่าวฉาวโฉ่รายวันของพระนอกรีต ทั้งหมดนี้นำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ให้มีการปฏิรูปศาสนาอย่างจริงจัง
ลองไปฟังมุมมองที่น่าสนใจของนักวิชาการด้านศาสนา สุรพศ ทวีศักดิ์ อธิบายว่า ต้นตอของปัญหาอันสลับซับซ้อนของวงการสงฆ์เกิดจากการวางตำแหน่ง สถานะอำนาจ และบทบาทของสถาบันศาสนาที่ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย
“ศาสนาเป็นเนื้อเดียวกับรัฐมาตั้งแต่อดีต เริ่มจากรัชกาลที่ 5 ออก พ.ร.บ.ปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 มีมหาเถรสมาคม มีการรวบอำนาจปกครองสงฆ์ทั่วประเทศให้อยู่ภายใต้สมเด็จพระสังฆราช ต่อมารัชกาลที่ 6 ก็ยกให้ศาสนาพุทธเป็นอุดมการณ์ของชาติ เป็นหนึ่งในสถาบันหลักของไทยดังคำว่าชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สภาพการณ์เช่นนี้ตกมาถึงยุคประชาธิปไตย ปัจจุบันโครงสร้างการปกครองสงฆ์ยึดตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ วงการสงฆ์ที่มีสองนิกายคือ มหานิกาย กับ ธรรมยุต ปกครองโดยสังฆราชองค์เดียว ซึ่งมีปัญหามาโดยตลอด เพียงแต่สังคมไทยเป็นสังคมที่หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงปัญหาที่เป็นรากฐานและข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา”
สุรพศ มองว่า วงการสงฆ์ไทยต้องปฏิรูปด้วยการแยกศาสนาออกจากรัฐ เป็นรัฐฆราวาส หรือรัฐโลกวิสัย (Secular State) เหมือนในหลายประเทศ หากแยกไม่ได้ โครงสร้างคณะสงฆ์ยังถือเป็นโครงสร้างทางการเมืองในตัวมันเอง และทำให้ปัญหาต่างๆ ยังคงอยู่ พระสงฆ์ก็ยังคงโกหกตัวเองต่อไปว่า “เรื่องของพระ ฆราวาสไม่เกี่ยว” ทั้งที่ความเป็นจริงคือ พระสงฆ์ถูกปกครองโดยฆราวาสมาตลอด
“ในยุคกลางของโลกตะวันตก รัฐกับศาสนจักรมีอำนาจมากเกินไป มีอำนาจในการควบคุมศรัทธา และถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง การกดขี่ข่มเหง ตลอดจนกระบวนการล่าแม่มด จนนำไปสู่การแยกศาสนาออกจากรัฐในที่สุด กลับมาที่ประเทศไทย ถ้าเรายังแยกไม่ได้ ก็เท่ากับวงการสงฆ์โกหกตัวเองทุกครั้งที่บอกว่าฆราวาสอย่ามายุ่งเรื่องของพระ เพราะว่าในความเป็นจริง พระถูกปกครองโดยฆราวาส ขณะนี้จะตั้งประมุขสงฆ์ยังทำไม่ได้เลย ต้องขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจรัฐ ขณะเดียวกันฆราวาสจะไปวิจารณ์ว่า พระบ้ายศบ้าตำแหน่งก็ไม่ได้เช่นกัน ก็ในเมื่อรัฐเป็นผู้แต่งตั้งยศให้พระเดินตามลำดับ ไต่เต้าไปจนถึงสังฆราช เป็นไปตามระเบียบที่กฎหมายรัฐกำหนด”
สุรพศ ยังพูดถึงการใช้อำนาจทางการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวกับศาสนา โดยยกตัวอย่างพระพิมลธรรม หรือสมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชว่า กรณีพระพิมลธรรม เริ่มต้นจากความขัดแย้งกันเองในหมู่สงฆ์ มีการกล่าวหาว่าพระอีสานผู้นี้ละเมิดธรรมวินัย ต้องอาบัติปาราชิก แต่การกล่าวหากันเองไม่สามารถทำให้พระพิมลธรรมสึกได้ จึงต้องดึงอำนาจรัฐเข้ามาจัดการ โดยยัดเยียดข้อกล่าวหาว่าฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ในที่สุดถูกบังคับสึกและติดคุก 5 ปี จนต่อมาพระพิมลธรรมถูกตัดสินว่าไม่มีความผิด
“วงการสงฆ์ตอนนี้ก็มีลักษณะคล้ายกันคือ การเมืองระดับประเทศและการเมืองสงฆ์ทับซ้อนปนเปกันมั่วไปหมด”
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านศาสนารายนี้เชื่อว่า ทั้งพระทั้งฆราวาสยังไม่อยากแยกออกจากกันอยู่ดี เนื่องจากต่างเล็งเห็นว่าสามารถใช้ประโยชน์จากกันและกันได้







