
การสืบทอดอำนาจร่วมสมัย
การอยู่ในอำนาจอีก 20 ปีมีความสำคัญอย่างไร? ท่านที่เป็นนักบริหารหรือท่านที่เคยเรียนเกี่ยวกับการวางนโยบาย
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
การอยู่ในอำนาจอีก 20 ปีมีความสำคัญอย่างไร?
ท่านที่เป็นนักบริหารหรือท่านที่เคยเรียนเกี่ยวกับการวางนโยบาย การจัดทำแผนและโครงการ คงจะพอทราบว่าการวางแผนนั้นสามารถแบ่งได้หลายมิติ มิติหนึ่งก็คือการแบ่งตามระยะเวลาในแผน ได้แก่ แผนเร่งด่วนที่ต้องทำทันที แผนระยะสั้นที่มีระยะเวลา 1-2 ปี แผนระยะปานกลางใช้เวลา 3-5 ปี และแผนระยะยาวคือ 5 ปีขึ้นไป
การกำหนดช่วงเวลาอย่างนี้ก็มีที่มาที่ไป ในเหตุผลทางวิชาการกล่าวว่า แผนเร่งด่วนนั้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่รีบแก้จะส่งผลเสียหายร้ายแรง เหมือนคนไข้วิกฤตต้องเข้าห้องฉุกเฉิน แผนระยะสั้นมักใช้กับงานที่ไม่มีปัญหาสลับซับซ้อน หรือมีปัญหาไม่รุนแรงนัก เหมือนคนที่เริ่มเจ็บป่วยต้องไปรักษาอาการมิให้มีปัญหาลุกลาม แผนระยะปานกลางมักใช้เป็นแผนเพื่อการสร้างสรรค์หรือแก้ปัญหาใหญ่ๆ เป็นแผนเพื่ออนาคต หรือวางรากฐานในเรื่องสำคัญๆ ส่วนแผนระยะยาวมักใช้เพื่อการสร้างสรรค์เช่นกัน โดยเฉพาะแก้ปัญหาที่มีความสลับซับซ้อน มีงานที่ต้องทำมากๆ เช่น งานพัฒนาประเทศที่ต้องใช้เวลาติดตามผลในช่วงเวลายาวๆ รวมถึงการปฏิรูปประเทศอย่างที่ คสช.พยายามผลักดันนี้ด้วย
ความจริงที่ คสช.คิดวางยุทธศาสตร์ชาติไว้ถึง 20 ปี ก็เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามหลักวิชา เพราะปัญหาของประเทศไทยมีมากมาย มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก และการปฏิรูปประเทศก็เป็นนโยบายสำคัญที่ คสช.ประกาศมาตั้งแต่วันที่ยึดอำนาจ จำเป็นจะต้องใช้เวลาทำงานนานๆ แต่ก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมากว่า 50 ปีแล้ว และแผนพัฒนานี้ก็เปรียบเสมือน “แผนยุทธศาสตร์ของชาติ” ได้เช่นเดียวกัน ที่ผ่านมารัฐบาลทุกรัฐบาลก็ใช้แผนพัฒนาเป็นหลักในการแก้ไขปัญหาของประเทศมาโดยตลอด แล้วเหตุไฉนจึงต้องคิดแผนที่จะ “กำกับ” การพัฒนาประเทศขึ้นมาซ้อนทับกันอีกเล่า
นานมาแล้วผู้เขียนเคยคุยกับเพื่อนที่เคยไปเรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ได้ความรู้ว่าที่ วปอ.เขาเน้นให้คิดอะไรๆ ต้องเป็น “ยุทธศาสตร์” ที่แปลให้เป็นภาษาชาวบ้านว่า “วิธีในการต่อสู้” ในที่นี้ก็คือการต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศ โดยหลักสำคัญของการทำยุทธศาสตร์นี้ก็คือ การวิเคราะห์หาจุดอ่อนจุดแข็ง (ในกรณีนี้ก็คือจุดอ่อนจุดแข็งของประเทศไทยเปรียบเทียบประเทศคู่แข่ง ที่นิยมกันมากก็คือเทคนิคการวิเคราะห์ที่เรียกว่า SWOT = Strength, Weakness, Opportunity and Treat) แล้วมากำหนดเป้าหมายที่จะแก้หรือพัฒนา พร้อมกับกำหนดระยะเวลาในการทำงาน และหาผู้รับผิดชอบ ที่รัฐบาลใช้คำว่า “เจ้าภาพ”
อดีตศิษย์ วปอ.ท่านนี้ยังให้ความรู้อีกว่า ทหารไทยตั้งแต่ไหนแต่ไรไม่ได้คิดเหิมเกริมเพื่อจะครอบงำการปกครองประเทศ โดยเขาได้ฟังจากปากของทหารรุ่นคุณปู่ที่เกิดทัน และมีชีวิตอยู่ร่วมยุคกับคณะราษฎรหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 คุณปู่ทหารเล่าให้ฟังว่า หลวงพิบูลสงคราม (ต่อมาคือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม) นั้นถูกหลอก เพราะก่อนที่จะทำรัฐประหารในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 หลวงพิบูลสงคราม บอกแก่แกนนำของคณะราษฎรว่าทหารจะอยู่ในอำนาจเพียงชั่วคราว แต่ครั้นเอาเข้าจริงๆ ทหารก็ถูกกลุ่มพลเรือนในคณะราษฎรหลอกใช้เป็นเครื่องมือในการให้ความคุ้มครองแก่กลุ่มอำนาจในคณะราษฎร กระทั่งจอมพล ป.ได้นำทหารมีอำนาจเหนือพลเรือนหลังการรัฐประหาร ปี 2490 จึงได้มีแนวคิดในการกำกับควบคุมกลไกของระบบรัฐ โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า “ระบบราชการ” เพื่อมีอำนาจเหนือฝ่ายพลเรือน ในระยะแรกก็ใช้ทหารไปควบคุมกระทรวงและกรมที่สำคัญต่างๆ ต่อมาในปี 2498 ก็มีการก่อตั้งวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร แล้วทหารก็กวาดต้อนข้าราชการผู้ใหญ่มาร่วมเรียนรู้กับทหาร เกิดการพึ่งพิงกันเป็นรุ่นๆ ในลักษณะที่นายทหารในรุ่นคนใดเติบใหญ่ เพื่อนในรุ่นก็จะได้รับประโยชน์ต่างๆ ตามไปด้วย
ทหารใช้ระบบอุปถัมภ์นี่แหละสืบทอดอำนาจ
เพื่อนอดีตนักศึกษา วปอ.กลัวผู้เขียนไม่เชื่อ จึงได้ยกสถิติตัวเลขต่างๆ มายืนยัน โดยยกจำนวนของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตั้งแต่ พ.ศ. 2519 จนถึงปัจจุบันว่ามีเครือข่ายทหารและข้าราชการที่เป็นศิษย์ วปอ.อยู่ในสภานั้นจำนวนมาก ยิ่งตอนหลังมีหลักสูตรรัฐร่วมเอกชน เป็น ปรอ. และ ปรม. ก็ยิ่งมีคนจากนอกภาคราชการมาร่วมอีกด้วย ที่มีผู้ตั้งชื่อให้ว่า “วปอ.คอนเนกชั่น” ซึ่งผู้เขียนก็เห็นด้วยโดยไม่โต้เถียง เพราะตอนที่ไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ช่วงปี 2549-2551 ก็ต้องเดินชนคนเหล่านี้อยู่ทุกวัน
แนวคิดการสืบทอดอำนาจแบบนี้จะไปโทษทหารก็ไม่ได้ เพราะข้าราชการผู้ใหญ่ของไทยก็มักง่ายหรือ “โลภ” ต่ออำนาจเสมอมา ในยุคแรกที่ทหารครองเมืองก็อาจจะตั้งข้อรังเกียจว่า ทหารนั้นไม่มีสมองมากนัก เมื่อทหารมาคุมกระทรวงต่างๆ ก็จำใจทำงานให้ด้วยการมองทหารว่าต่ำต้อยกว่า เพราะการศึกษาในโรงเรียนนายร้อย จปร.ก็ไม่มีวิชาการเข้มแข็ง แต่ทหารก็มีระบบที่ส่งนายทหารไปประจำสถานทูต ทำให้นายทหารยุคใหม่มีหูตากว้างขวางขึ้น ยิ่งต่อมาทหารได้มาเปิด วปอ.แล้วเอาวิทยากรระดับหัวกะทิมาบรรยาย ก็ยิ่งทำให้ทหารมีอาวุธทางปัญญาเข้มแข็งขึ้น ถึงขั้นข้าราชการที่อยากเป็นใหญ่เป็นโตทั้งหลายต้อง “กัดถีบ” แย่งกันไปเรียน
การสืบทอดอำนาจของทหารยุคใหม่จึงไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในตำแหน่งหรือเข้าไปบริหารเอง แต่ทหารก็ได้ใช้ข้าราชการผู้ใหญ่และนักบริหารระดับสูงในภาคส่วนต่างๆ มาเป็น “ลิ่วล้อ” ซึ่งถ้าใครไม่อยู่ใน “วงล้อมอำนาจ” ก็จะมีวิธีกำจัดหรือกีดกันผู้คนที่ไม่ยอมร่วมมือด้วยนั้นออกไป เพราะสังคมไทยที่ผ่านมากว่า 80 ปีหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้ถูกหล่อหลอมให้เชื่อว่าไม่ใคร “ยิ่งใหญ่” เกินกว่าทหาร และถ้าใครปฏิเสธทหารก็เท่ากับปฏิเสธอนาคต
จะมีเลือกตั้งหรือไม่มีเลือกตั้งทหารก็อยู่ในอำนาจต่อไปได้







