
ร่างรธน.อย่าระแวงทักษิณ
ประเด็นการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ (ร่างแรก) ภายใต้การนำของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ
โดย...ฐายิกา จันทร์เทพ
ประเด็นการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ (ร่างแรก) ภายใต้การนำของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทุกประเด็น โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวโยงทางการเมือง ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นชนวนสำคัญความขัดแย้งของบ้านเมือง “นพดล ปัทมะ” แกนนำพรรคเพื่อไทย เป็นหนึ่งคนการเมืองที่ออกมาแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญต่อเนื่อง และได้ฉายภาพกว้างสำทับข้อมูลต่ออนาคตของรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมาแม้ว่ายังไม่สะเด็ดน้ำก็ตาม แต่ก็สะท้อนให้เห็นแนวคิดของคณะผู้ร่างได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ ประเด็นที่รับไม่ได้มากที่สุดคือเรื่อง การให้องค์กรอิสระเข้ามามีอำนาจตักเตือนนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเข้าใจว่ามันไม่ใช่อำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ เพราะตามหลักการแบ่งแยกอำนาจฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติมาจากประชาชน เขามีสิทธิที่จะแถลงนโยบายต่อสภาและทำตามที่ให้สัญญาไว้
“นพดล” ชำแหละร่างรัฐธรรมนูญต่อไปว่า ยังมีประเด็นนายกรัฐมนตรีคนนอกและที่มา ของ สว.ที่กำหนดให้มาจากการสรรหาหรือเขาจะใช้คำว่าเลือกตั้งทางอ้อมก็ตาม แต่เป็นการตัดสิทธิประชาชนที่จะได้เลือกตัวแทนของเขาเอง ที่สำคัญคืออำนาจ สว.ที่สามารถเลือกคณะกรรมการองค์กรอิสระได้ หากยึดตัวอย่างศาลรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสและเยอรมนี ก็จะมาจากการแต่งตั้งของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง จึงถือว่าเชื่อมโยงกับประชาชนมากกว่า
ในส่วนอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจค่อนข้างสูงและการที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาวินิจฉัยปัญหาทางการเมืองต้องระมัดระวัง และควรให้องค์กรศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์ที่วินิจฉัยกฎหมายเพียงอย่างเดียว ส่วนอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ต้องได้เสียงจากพรรคที่ต้องได้ สส. 10 คนขึ้นไปนั้น ในทางปฏิบัติไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ เพราะถ้าได้รับสัญญาณจากใครบางคนว่าอย่ายกมือให้เท่านั้น ก็ทำให้การแก้ไขเป็นไปไม่ได้
“โดยหลักแล้วคุณไม่สามารถที่จะไปจำกัดอำนาจรัฐสภาในอนาคตที่จะแก้ไขกฎหมายในอนาคตให้เป็นธรรมเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป คุณบังอาจอย่างไรไปจำกัดอำนาจประชาชนที่จะไปแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) 21 คนเกิดขึ้นภายหลังการยึดอำนาจ แต่กลับไปจำกัด สส. สว.ที่มาจากประชาชน มันขัดหลักโดยสิ้นเชิง”
ส่วนประเด็น 16 ข้อเสนอ ต่อการปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐมนตรีที่ส่งให้ กรธ.นั้น นพดล บอกว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว โดยเฉพาะข้อที่ 16 ที่ระบุให้เขียนรัฐธรรมนูญออกเป็น 2 ช่วง เพราะหากรัฐธรรมนูญเกิดจากความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งพรรคการเมืองด้วย ที่เขามีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ แต่คุณจะมาถืออำนาจที่จะครอบงำการบริหารราชการแผ่นดินถือว่าล้าหลัง
ขณะเดียวกันยังเป็นการไม่ยอมรับอำนาจผู้แทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง ขัดหลักการประชาธิปไตย จะทำให้ประเทศไทยขาดความเชื่อมั่นทั้งในระดับประเทศ และระดับภาคเอกชน ทำให้ประเทศเราเหมือนเมียนมาที่ยังไม่รับมีรัฐธรรมนูญใหม่ เดิมเราเป็นดาวรุ่งของประชาธิปไตยในภูมิภาคนี้รองจากฟิลิปปินส์ แต่ตอนนี้ภาพลักษณ์ความเป็นประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนเราสูญเสียไป
สำหรับที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาพูดเรื่องการเขียนร่างรัฐธรรมนูญต้องรองรับการช่วงการเปลี่ยนผ่าน ในห้วงเวลา 5 ปี นั้น นพดล มองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ ซึ่งนานๆ ทีจะมีโอกาสเห็นด้วยกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่บอกว่า รัฐบาล คสช.ไม่เชื่อในผลงานของรัฐบาลปัจจุบันเอง จึงต้องมีกลไกมาควบคุมรัฐบาลในอนาคต
“เราต้องเร่งคืนประชาธิปไตยให้กับประเทศเร็วที่สุดต้องเชื่อมั่นในสติปัญญาของคนไทยที่จะเลือกนักการเมืองที่มีคุณภาพ ถ้าวันข้างหน้าหน่วยงานองค์กรภาครัฐปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะหน่วยงานความมั่นคงปฏิบัติตามคำสั่งตามรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย เหตุรัฐล้มเหลวก็จะไม่เกิดขึ้น เรามีเครื่องมือครบที่จะดูแลบ้านเมืองได้ เราต้องปล่อยให้กลไกต่างๆ ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันนักการเมืองต้องปรับปรุงตัวเองสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตย เพราะนักการเมืองถูกมองเหมือนอาชีพที่ไม่พึงประสงค์”
อย่างไรก็ตาม ถ้าให้ประเมินว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ นั้น “นพดล” กล่าวว่า ถ้าเป็นแบบนี้โอกาสที่จะไม่ผ่านน่าจะมีมากกว่า แต่ความคิดเห็นนี้ไม่ได้ตัดสินใจแทนพี่น้องประชาชน ที่เห็นว่าไม่ผ่านประชามติเพราะมีประเด็นมากที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากคนทุกกลุ่ม ขณะเดียวกันการที่ มีชัย มาใช้ภาษาโฆษณาว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง เป็นเพียงแค่เครื่องเคียงเท่านั้น
“เราไม่กลัวยาแรง แต่เรากลัวยาสั่ง แต่ถ้ายาสั่งใช้กับทุกคนไม่มีปัญหา และเห็นด้วยถ้าใช้กับการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจุดอ่อนเยอะ และถ้าประชาชนรู้ข้อเท็จจริงโอกาสผ่านไม่ใช่เรื่องง่าย”
“นพดล” ยังได้กล่าวยอมรับว่า คสช.ได้เปรียบหลายเรื่องทั้ง งบประมาณในการจัดทำ และการใช้นักศึกษาวิชาทหาร (รด.) รวมทั้งอำนาจรัฐที่ใช้กลไกผ่านกำนันผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย และข้าราชการ ในการทำให้การประชามติชนะได้ ซึ่งทางฝ่ายการเมืองได้แต่เรียกร้องให้รัฐบาลและ คสช. เปิดเวทีให้ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ อย่าไปชี้นำ และควรเปิดเวทีอภิปราย แต่อย่าไปถึงใช้หัวคะแนนรณรงค์กันเลย เวลานี้ห่วงเรื่องเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ประชามติทั่วโลกต้องให้ฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านออกมารณรงค์เต็มที่ไม่ต้องไปกลัวการลงโทษ
ทั้งนี้ หากกรณีร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว มองว่าในอนาคตข้างหน้าประเทศจะพ้นวิกฤตหรือไม่ นพดล วิเคราะห์ว่า หากกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยผ่านประชามติ ด้วยคะแนนเสียงก้ำกึ่ง เช่น 100 เสียง แต่ผ่านการทำประชามติเพียง 52 เสียง อีก 48 เสียงไม่เห็นด้วย หากเทียบก็ 30 ล้านคนไม่เห็นด้วยกับกติกานี้ สุดท้ายความรู้สึกที่ไม่พอใจ ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญนี้ก็ยังคงมีอยู่ มันก็จะเป็นการถ่วงรั้งสมานฉันท์ ความเป็นเอกภาพของคนในชาติโดยใช่เหตุ ถามว่าทำไม กรธ.ไม่ใช้โอกาสนี้รับฟังความคิดเห็นแล้วรับกันได้ แล้วทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่มีใครที่จะได้ทั้งหมดหรือเสียกันหมด ต้องประนีประนอมกันบ้าง
“วันนี้มันเหมือนทุกอย่างยังไม่สะเด็ดน้ำ เหมือนปัสสาวะไม่สุด เราเสียโอกาสกับการไม่ไว้วางใจทางการเมืองเยอะ ขอให้ผู้มีอำนาจไม่ต้องหวาดระแวงกับ ดร.ทักษิณ เอาเวลาไปเร่งบริหารประเทศแล้วเร่งคืนประชาธิปไตย อย่ากลัวพรรคเพื่อไทยว่าเขียนกติกาแบบนี้แล้วพรรคเพื่อไทยจะชนะ อย่าไปกังวลอนาคตของประเทศจนเกินไป ปล่อยให้ประชาชนเขาคิดบ้าง แล้วทำดำเนินการตรวจสอบให้เข้มข้นผ่านหน่วยงาน องค์กรต่างๆ อย่างเป็นธรรม เราอย่าไปไม่ไว้วางใจการตัดสินใจและวิจารญาณของประชาชน ปล่อยให้เขาเรียนรู้และพัฒนาไป”
“นพดล” ยังได้ สังเคราะห์การทำงานของ คสช.ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ต้องให้ประชาชนตัดสิน แต่ขอชี้ให้เห็นว่าวันนี้เศรษฐกิจไม่ดีขึ้น โอกาสที่จะมีรัฐธรรมนูญที่ดีก็น้อย การปรองดองก็ยังไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะสามารถเป็นคำตอบได้ว่า คสช.ยึดอำนาจมาเสียของหรือไม่ แต่ถ้าแฟร์ก็ต้องให้โอกาส คสช.และรัฐบาล เพราะเวลายังไม่สิ้นสุด
อย่างไรก็ตาม “นพดล” ออกตัวว่า จากนี้ไปจนถึงเดือน ก.ค. 2560 อาจจะเกิดปาฏิหาริย์อะไรบางอย่าง เช่น รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นจากการปรับปรุงแก้ไข หรือรัฐบาลมองว่าประเทศไปไม่ได้แล้วต้องหันมาปรองดองกัน ส่วนปัญหาเศรษฐกิจนั้นเข้าใจได้ว่ามันไม่ง่าย เพราะทั่วโลกถดถอยหมด ไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ แต่ประเทศเพื่อนบ้าน เติบโต 6%-7% นั่นเพราะคนขาดความเชื่อมั่น วันนี้สหภาพยุโรปไม่เจรจาสัญญาฟรีเทรดอะกรีเมนต์ เพราะเห็นว่าประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย จึงเสียโอกาสแบบนี้ไป นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลใหม่ต้องแก้ไข







