
คู่ชีวิตอีกคน
เมื่อยุติบทบาทกิจการนำเข้าส่งออกแล้ว ผมหันมาทุ่มเทความสนใจกับกิจการทำประตูหน้าต่าง
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
เมื่อยุติบทบาทกิจการนำเข้าส่งออกแล้ว ผมหันมาทุ่มเทความสนใจกับกิจการทำประตูหน้าต่าง แต่รายได้ก็ยังไม่ดีประกอบกับมีหนี้สินพะรุงพะรังมากมาย จะเรียกว่าโดน “มรสุมการเงิน” เล่นงานอย่างหนักก็ได้ ขนาดไม่ต้องมีส่วนร่วมตามใช้หนี้เช็คจากธุรกิจส่งออก มีเพียงหนี้ที่ไปกู้ยืมมาลงทุนก็มากมายหลายแสนบาท จนผมอยู่ไม่ติดบ้านแล้ว
ที่อยู่ไม่ติดบ้านเพราะเจ้าหนี้ทั้งหลายที่ผมไปกู้หนี้ยืมสินมา ตามมาทวงดอกเบี้ย พอไม่มีดอกเบี้ยจ่ายให้ก็ถูกทวงทั้งต้นทั้งดอกคืน ผมไม่คิดจะโกง แต่ในช่วงเวลานั้นมันมืดแปดด้าน หมุนไม่ทันจริงๆ แต่ผมไม่ท้อ จิตใจยังฮึดสู้อยู่ตลอด จึงใช้วิธีผ่อนสั้นผ่อนยาว ใช้คืนบ้างหลบบ้าง หนี้ 3 แสนบาท ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3% เป็นเงิน 9,000 บาท/เดือน แต่ธุรกิจทำประตูหน้าต่างมีกำไรไม่แน่นอน กำไรเฉลี่ย 7,000-8,000 บาท/เดือน ปกติมีกำไร 5,000-1 หมื่นบาท/เดือน โชคดีก็มีกำไร 1-2 หมื่่นบาท/เดือน
จะเห็นว่าผมยืนอยู่บนความเสี่ยงตลอดเวลา ชักหน้าไม่ถึงหลัง นี่แค่ค่าดอกเบี้ยนะครับ ถึงเวลาชำระเงินต้นบางส่วน ผมต้องนำทรัพย์สินต่างๆ ไปขาย ไปจำนำ ถ้าไม่พอก็ต้องหาเงินกู้ก้อนใหม่มาโปะกันวุ่นวาย จะหนีก็หนีไม่ได้ ลูกเมียของผมจะอยู่อย่างไร แต่ผิดพลาดครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียวผมต้องตกอยู่ในกับดักหนี้สินที่แสนปวดร้าวนานนับสิบปี
วิกฤตตอนนั้นหนักมาก ในรอบสัปดาห์ผมต้องหัวหมุนกับการวิ่งหาเงิน วิ่งทำงานและหลบหนี้ ไม่มีเวลาช่วยแบ่งเบาภาระของชิวบ๊วย หนำซ้ำไม่ค่อยได้จุนเจือเงินทองอีกด้วย
โชคดีที่ยังมีรายได้จากบ้านเช่า จึงถูไถเดือนชนเดือนได้ ภาระทางบ้านทุกอย่างจึงตกอยู่กับชิวบ๊วย ทั้งดูแลลูก เลี้ยงหมู จ่ายตลาดทำอาหารให้คนงาน เก็บเงินค่าเช่าและอะไรต่อมิอะไรที่รับผิดชอบแทนผมตอนผมไม่อยู่ ผมมองแล้วสงสารชิวบ๊วยยิ่งนัก เธอร่วมฟันฝ่ากับผมอย่างเข้าอกเข้าใจ ไม่เคยต้องเสียเวลาทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องเลย
เรากัดฟันต่อสู้กันมา...จนเมื่อผมกับชิวบ๊วยมีลูกคนที่ 7 (เฉลียว) ช่วงนั้นผมต้องวุ่นกับกิจการทำไม้จนตัวเป็นเกลียว บ่อยครั้งต้องเดินทางออกไปติดต่องานในต่างจังหวัดผมยิ่งไม่มีเวลาอยู่บ้าน ส่วนชิวบ๊วยก็ทำงานหนักขึ้น ต้องเลี้ยงหมู ดูแลลูกๆ ถึง 7 คน งานบ้านทั้งหมดเป็นของชิวบ๊วยคนเดียว แล้วยังต้องดูแลลูกคนเล็กที่เพิ่งคลอดออกมาได้ไม่นานถือเป็นงานที่หนักเกินกำลัง
ผมมองชิวบ๊วยด้วยความเป็นห่วง คิดอยู่ในใจว่า “ไม่ได้ เราจะปล่อยให้ชิวบ๊วยทำงานหนักขนาดนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้” ผมครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรดี แล้วก็สรุปว่า ผมควรหาคนมาช่วยชิวบ๊วยทำงาน แต่ก็เกิดคำถามตามมาอีกว่า ผมจะไปหาใครที่ไหนมาช่วย เพราะงานหนักขนาดนี้ ทั้งทำงานบ้าน เลี้ยงเด็กหลายคน เลี้ยงหมูอีกต่างหาก ถ้าต้องไปจ้าง ต่อให้เงินเดือนเยอะก็คงหาคนมาทำยาก
ข้อสำคัญผมก็ไม่มีปัญญาจะไปจ้างใคร ลำพังกินใช้แทบชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่แล้ว ทุกอย่างต้องรัดเข็มขัด ผมนอนคิดอยู่หลายคืน แล้ววูบหนึ่งผมนึกถึงผู้หญิงชื่อ แบ้ป๋วยคิ้ม หรือมีชื่อไทยในภายหลังว่า “วราพิณ” เธอเป็นลูกคนจีนที่มาเช่าบ้านผมอยู่ตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อน บ้านเดิมของเธอที่ปทุมวันถูกไฟไหม้ ซึ่งตอนนั้นเธออายุแค่ 12 ปีเท่านั้น
เธอทำงานโรงงานปั่นด้ายตั้งแต่อายุ 9 ขวบ จนย้ายบ้านมาเช่าบ้านผม เธอก็เดินไปทำงานโรงงานทอผ้า ซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้านผม เช้ามืดเธอตื่นช่วยแม่ดูแลน้องๆ แล้วไปทำงาน เย็นกลับมาก็ดูแลน้องดูแลบ้าน เธอเป็นคนขยัน อดทน นิสัยดี หนักเอาเบาสู้ ยิ้มแย้มแจ่มใส
ตอนนี้เธออายุ 17 ปี ครอบครัวผมกับครอบครัวเธอรู้จักกันดี จริงๆ แล้วเธอเป็นเพื่อนเล่นที่ดีของบรรดาลูกทั้งเจ็ดคนของผม เข้านอกออกในบ้านผมอยู่เป็นประจำ จนลูกๆ ผมติดเธอด้วยซ้ำไป หากมีเวลาว่างเธอจะมาเล่นขลุกอยู่กับลูกผม โดยเฉพาะเฉลียว ซึ่งมีอายุแค่ 6-7 เดือน กำลังน่ารักน่าชัง จนวราพิณหลงเสน่ห์ขออุ้มเล่นราวกับเป็นตุ๊กตามีชีวิต
ความที่เห็นเธอมาตั้งแต่เด็ก ผมเองก็ชอบเธอ ซึ่งในช่วงแรกก็ชอบแบบผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก กระทั่งเธอโตเป็นสาวรุ่น มุมมองที่ผมมองเธอเริ่มเปลี่ยนไป ผมมองเห็นเธอเป็นหญิงสาวที่รูปร่างหน้าตาดี จัดอยู่ในขั้นสวย ทั้งยังนิสัยใจคอดี คล่องแคล่ว และขยัน เธอแตกต่างไปจากสาวรุ่นคนอื่นที่ผมเห็น ซึ่งมักชอบแต่งหน้าทาปาก แต่งตัวสวยไปวันๆ แต่ไม่ทำงาน
ผมแอบชื่นชมเธออยู่ในใจ และนึกอยากได้เธอมาช่วยแบ่งเบางานของชิวบ๊วย โดยเฉพาะงานที่ต้องออกไปติดต่อนอกโรงงานหรือขับรถรับส่งลูกๆ ของผมไปและกลับจากโรงเรียน ผมมีปัญหาเรื่องนี้มาก เพราะลูกๆ ต้องไปโรงเรียน แต่ไม่มีคนไปรับไปส่ง ชิวบ๊วยเองขับรถไม่เป็น ส่วนผมต้องวิ่งงานข้างนอก ติดต่อประสานงานโน่นนี่ แล้วยังต้องวิ่งมารับส่งลูกไปโรงเรียน ซึ่งบางครั้งติดงานหรือสภาพการจราจรแออัดทำให้ไปรับไปส่งไม่ได้ เป็นเรื่องที่วุ่นวายมากต้องอาศัยไหว้วานคนอื่นอยู่บ่อยๆ หากได้วราพิณมาช่วย เรื่องที่มันอีนุงตุงนังคงจะดีขึ้น
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







