
ทบทวนนโยบาย
ปัญหาโลกร้อนกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับโลกไปเสียแล้ว เพราะภัยธรรมชาติที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนินโญ
ปัญหาโลกร้อนกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับโลกไปเสียแล้ว เพราะภัยธรรมชาติที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนินโญ และลานินญา มีทุกปีจนเป็นเรื่องที่ทุกประเทศต้องปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารทรัพยากรให้เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศเพื่อเอาตัวรอด
ประเทศไทยเป็นครัวโลก เพราะเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ 60% ของประชากรในประเทศ ทำอาชีพเกษตรกรรม มูลค่าการเกษตรคิดเป็น 20-30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เรื่องการเกษตรจึงเป็นเรื่องใหญ่ เป็นความมั่นคงของประเทศ จนสามารถนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลได้
หลังจากเกิดปัญหาน้ำท่วมแห่งชาติในปี 2554 ได้ทำให้เกิดการตื่นตัวในการวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำใหม่ทั้งหมด มีแผนงานมากมายจนถึงมีการจัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเพื่อจัดการปัญหา แต่หลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ไปแล้ว ปัญหากลับกลายเป็นเกิดปัญหาภัยแล้งขึ้นต่อเนื่อง จนถึงขั้นต้องประกาศห้ามไม่ให้มีการทำนาปรังและนาปีในบางพื้นที่
ปัญหาการแย่งน้ำเพื่อทำการเกษตรเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะในฤดูเพาะปลูก ซึ่งในปีนี้สถานการณ์ภัยแล้งก็ลุกลามหนักไม่แพ้ปีก่อนๆ และก็ใกล้จะเข้าสู่วิกฤตหากปริมาณสำรองน้ำในเขื่อน ในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ลดปริมาณลงโดยไม่มีน้ำใหม่จากฝนตกลงมาเติมให้
เมื่อเกิดปัญหาภัยแล้งครั้งใด ก็จะเริ่มมีการรณรงค์ให้ประหยัดน้ำกันครั้งหนึ่ง ทั้งๆ ที่การใช้น้ำหรือทรัพยากรอื่น เช่น ไฟฟ้า น้ำมัน ควรจะต้องสร้างสมให้เป็นนิสัยของคนในชาติ ต้องรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำบ้างไม่ทำบ้าง
เข้าใจว่าปัญหาของประเทศนี้มีมากมายหลายเรื่อง รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญดำเนินการเรื่องเร่งด่วนก่อน ดังนั้นจึงเห็นรัฐบาลสาละวนกับการผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ อย่างรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ที่กำลังทำแผนและทีมเศรษฐกิจเดินสายโรดโชว์เชิญชวนนักลงทุนเข้ามาร่วมลงทุนด้วย
ขณะนี้รัฐบาลได้แสดงออกถึงความพยายามในการแก้ปัญหาภัยแล้ง แต่เป็นการพยายามแก้ปัญหาในระยะสั้นเท่านั้น แต่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจำเป็นต้องให้รัฐวางแผนบูรณาการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เป็นการวางแผนเพื่ออนาคต เป็นเรื่องระยะยาว ซึ่งนับเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจทางหนึ่ง และมีความสำคัญที่จะมองข้ามไม่ได้เช่นกัน
ดูเหมือนรัฐบาลให้ความสำคัญกับการวางแผนแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบน้อยเกินไป จึงมุ่งเน้นไปที่การทำโครงการเมกะโปรเจกต์ ทั้งที่สามารถดึงเอาแผนจัดการทรัพยากรน้ำที่มีผลการศึกษากันมามากมาย เอาขึ้นมาทบทวนว่าได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ทั้งการสร้างอ่างเก็บน้ำ ที่ผันน้ำ ฯลฯ
รัฐบาลไปมุ่งเน้นที่จะช่วยเกษตรกรด้วยการเข้าไปช่วยเหลือพักหนี้ ให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อไปลดต้นทุนการผลิต และพยายามหาตลาดให้ แต่หากมีน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก ทำให้ผลผลิตมีน้อย การช่วยเหลือของรัฐเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แก้ปัญหาเป็นครั้งคราวให้ผ่านไปแต่ละปี ไม่ได้ช่วยเหลือยกระดับความเป็นอยู่เกษตรกรในระยะยาว
นอกจากนี้ เราได้ชักชวนต่างชาติเข้ามาลงทุนแต่เขตอุตสาหกรรมหลายแห่ง เช่น ที่ชลบุรี ระยอง ก็เกิดปัญหาน้ำไม่พอจัดสรรให้โรงงานอุตสาหกรรมเป็นครั้งคราว ซึ่งจะเป็นปัญหาสร้างความไม่เชื่อมั่นให้นักลงทุน ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลจะหันมาวางแผนจัดการทรัพยากรน้ำอย่างจริงจังเสียที







