
การศึกษาสถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองไทย
หลักสูตรระดับปริญญาตรีที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีวิชาของภาควิชาการปกครอง
โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์
หลักสูตรระดับปริญญาตรีที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีวิชาของภาควิชาการปกครอง ชื่อว่า สถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองไทยสมัยใหม่ หลักสูตรกำหนดวิชานี้ไว้ให้เป็นวิชาเลือกวิชาหนึ่ง เพราะผู้ออกแบบหลักสูตรเห็นว่า การทำความเข้าใจการเมืองไทยร่วมสมัย นอกเหนือจากจะศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองแล้ว ยังจำเป็นต้องพิจารณาการทำงานของสถาบันการเมืองที่สำคัญๆ ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วย และหนึ่งในสถาบันสำคัญของการเมืองไทยร่วมสมัย ย่อมได้แก่ สถาบันพระมหากษัตริย์
มีเหตุหลายประการที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับการศึกษาในเชิงวิชาการรัฐศาสตร์ไม่มาก ข้อจำกัดด้านหนึ่ง คือ การวิพากษ์การเมืองที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เพียงแต่จะติดข้อจำกัดทางกฎหมาย แต่ยังมีแรงกดดันทางสังคมที่ต้องการรักษาองค์พระมหากษัตริย์ไว้ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ไม่ยอมให้ผู้ใดมาละเมิดได้ และโดยเหตุนั้นเลยทำให้มักถือกันว่า พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง และไม่ควรนำการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ความยากที่เพิ่มขึ้นตามมา คือ การหากรอบแนวคิด สำหรับทำความเข้าใจบทบาท และความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ในบริบทการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่การเมืองสมัยใหม่ภายใต้ข้อจำกัดข้างต้น
แต่ถึงกระนั้น ก็มิได้หมายความว่า การศึกษาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในการเมืองไทยร่วมสมัยจะเป็นไปไม่ได้เลย มีนักวิชาการและวารสารที่ตีพิมพ์บทความ งานเวทีสัมมนา ที่จับประเด็นเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในมิติต่างๆ นำเสนอออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะต้องต่อรองและเสี่ยงภัยกับความหมิ่นเหม่ที่จะผิดกฎหมาย หรือถูกกล่าวหาว่าผิดกฎหมาย และต้องเผชิญกับแรงกดดันหนักเบาในรูปแบบต่างๆ จากกลไกอำนาจรัฐและพลังทางสังคม
ฐานคิดของฝ่ายผู้เสี่ยงภัยเหล่านี้ อาจกล่าวได้ว่า มุ่งที่การสร้างระบอบการเมืองไทยให้ตั้งมั่นยึดถืออยู่ในหลักการประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด และขจัดเงื่อนไขที่พวกเขาเห็นว่าสร้างข้อจำกัดต่ออำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชน ถ้าใช้ข้อเสนอของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นตัวแทนหลักการประชาธิปไตยที่ฝ่ายนี้เห็นว่าควรยึดถือ ได้แก่
“ส่วนที่มาจากการเลือกตั้งของรัฐ ควบคุมส่วนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของรัฐ... ส่วนที่มาจากการเลือกตั้งของรัฐอยู่ภายใต้การควบคุมของประชาชนอีกต่อหนึ่ง และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน และระหว่างประชาชนด้วยกัน อยู่บนพื้นฐานที่ทุกคนเสมอภาคกันภายใต้กฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น”
จากหลักการข้างต้นซึ่งถกเถียงอภิปรายได้ ประเด็นที่ฝ่ายเสี่ยงภัยเพ่งเล็งเป็นพิเศษในรัฐธรรมนูญ และการกำหนดกรอบการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญคือประเด็นในหมวด 2 ซึ่งในการเปลี่ยนและร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ ในระยะ 40 ปีหลังมานี้มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก และไม่เป็นประเด็นในการอภิปราย แต่ฝ่ายเสี่ยงภัยเห็นว่ากฎหมายแม่บทและกฎหมายอื่นๆ ในระบอบการเมืองประชาธิปไตยพึงให้หลักประกันแก่การที่ประชาชนจะวิพากษ์ผู้ดำรงตำแหน่งประมุขของประเทศได้โดยชอบธรรม ไม่พึงกำหนดให้ประมุขของประเทศมีคณะที่ปรึกษาเป็นต่างหากไปจากรัฐบาลที่มาจากตัวแทนของประชาชน และพึงทำความชัดเจนว่าการดำเนินการใดๆ ของผู้เป็นประมุขรวมทั้งการพูดในปริมณฑลสาธารณะ ย่อมเป็นไปแต่โดยคำแนะนำของผู้ที่ต้องรับผิดชอบแทน ไม่ปล่อยให้ผู้เป็นประมุขใช้อำนาจหรือมีกิจกรรมในปริมณฑลสาธารณะนอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ
ข้อเสนอข้างต้นของฝ่ายเสี่ยงภัยเกิดขึ้นในบริบทของวิกฤตรัฐธรรมนูญที่ลุกลามกลายเป็นวิกฤตการณ์ที่ยืดเยื้อทางการเมืองนับตั้งแต่ปี 2549 ในขณะที่เสถียรภาพของรัฐธรรมนูญหมวด 2 เป็นผลลงเอยที่เกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2490 ภายหลังจากปัญหาข้อขัดแย้งกรณีการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับสถาบันการเมืองตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยได้ข้อยุติ ความขัดแย้งในเรื่องนี้มีมาตั้งแต่แรกภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระหว่างรัชกาลที่ 7 กับผู้นำคณะราษฎร จนนำไปสู่การสละราชสมบัติ และตามมาด้วยการกวาดล้างผู้ที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม แกนนำคณะราษฎร ที่ถืออำนาจรัฐเห็นว่าเป็นศัตรูของระบอบใหม่ ปรีดี พนมยงค์ พยายามแก้ไขความขัดแย้งและผลพวงของการกวาดล้างนั้นในบริบทสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการจัดวางตำแหน่งสถานะของพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญปี 2489 อันเป็นผลงานสำคัญของเขาก็มีอายุสั้นเกินไป และปรีดีก็ปลาสนาการไปจากการเมืองไทยหลังความล้มเหลวของกบฏวังหลวง และข้อกล่าวหาเขาในกรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8
ข้อเสนอและข้อโต้แย้งต่างๆ เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญจึงยังคงมีอยู่ต่อมาในการร่างรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ในปี 2492 การอภิปรายเกี่ยวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นเปิดเวทีการถกเถียงอย่างกว้างขวางรอบด้านที่สุด เป็นคราวสุดท้ายเกี่ยวกับอำนาจและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่พึงมีและพึงจำกัดในระบอบการเมืองประชาธิปไตย ในงานวิจัยของ สันติสุข โสภณสิริ เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาธิปไตย เราพบความเห็นของนักการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม เช่น ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และ ร.ท.จงกล ไกรฤกษ์ เป็นต้น ที่แสดงจุดยืนเช่นเดียวกับฝ่ายเสี่ยงภัยในปัจจุบัน ในเรื่องที่จะมิให้รัฐธรรมนูญมีองค์กรใดๆ “มาคั่นกลางระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งกับประชาชนด้วย” ร.ท.จงกล อดีตขบถบวรเดชผู้ผ่านตะรุเตาได้อภิปรายสนับสนุนในข้อนี้ว่า
“...องคมนตรีหรือวุฒิสภา พวกของพระมหากษัตริย์เหล่านี้ก็เท่ากับเป็นกำแพงที่กั้นความจงรักภักดีของประชาชน ...มีสมาชิกวุฒิสภากั้น มีสภาองคมนตรีกั้น เราจะมีความเข้าใจกันในระหว่างพระมหากษัตริย์ รัฐบาลและสมาชิกสภาได้ยาก ...ถ้าพระมหากษัตริย์มีพวก ใครจะรับรองได้ว่าพวกของพระองค์นั้นจะดีเสมอไป และถ้ามีข้อพิพาทขึ้น ประชาชนถ้าเป็นฝ่ายแพ้ก็จะต้องเป็นศัตรูของพระมหากษัตริย์ เพราะเหตุที่พวกของพระมหากษัตริย์นี้แหละเป็นผู้ก่อขึ้น ...ขอให้ระลึกถึงความจริงในอกในใจของประชาชนคนไทยทั้งปวง ว่า เราโดยที่เคารพพระมหากษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง อย่างที่อังกฤษว่า ‘เดอะ คิง แคน ดู โน วรอง’ แต่พวกพระมหากษัตริย์จะมามี ‘แคน ดู โน วรอง’ ด้วยไม่ได้ทีเดียว”
ที่เล่ามานี้เพื่อจะตั้งข้อสังเกตว่าการศึกษาสถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองไทย นอกจากจะศึกษาในเชิงสถาบันเกี่ยวกับแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยมที่ส่งผลต่อการต่อสู้ของฝ่ายต่างๆ ในการจัดและจำกัดอำนาจและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์แล้ว ควรรวมถึงการศึกษาเงื่อนไขในสังคมการเมืองที่ส่งผลให้หลักการและการจัดและจำกัดอำนาจแบบหนึ่งได้รับเลือกเป็นข้อยุติ การเปลี่ยนกลายในสังคมการเมืองที่ทำให้ข้อยุตินั้นถูกเปิดประเด็นขึ้นใหม่ รวมทั้งอธิบายเหตุที่ทำให้แทบจะไม่เหลือใครในฝ่ายอนุรักษนิยมในปัจจุบันที่จะร่วมยืนหยัดในข้อเสนอของฝ่ายเสี่ยงภัย







