
เศรษฐกิจซบเซา หนี้เน่าเขย่าโลกซ้ำ
หลายคนอาจคิดว่าวิกฤตการณ์การเงินสหรัฐซึ่งลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งหมาดๆ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
หลายคนอาจคิดว่าวิกฤตการณ์การเงินสหรัฐซึ่งลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งหมาดๆ ในปี 2008 จะทำให้โลกได้บทเรียนมาบ้างไม่มากก็น้อย และคงจะไม่ต้องเผชิญวิกฤตรอบใหม่ไปอีกพักใหญ่
ทว่า ในความเป็นจริง ไม่เพียงแต่การค้า การบริโภค และการลงทุนในหลายประเทศจะซบเซาลงจนแทบไม่เห็นวี่แววการฟื้นตัวขึ้นจากในปีที่แล้ว เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยเรื่องที่ถูกซุกไว้ใต้พรมที่พร้อมเป็นระเบิดเวลาซ้ำเติมปัญหาในวันนี้อีกระลอก โดยเฉพาะ “กองหนี้มหาศาล” ที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเกือบ 10 ปีมานี้
จากการรวบรวมข้อมูลของบลูมเบิร์กพบว่า สัดส่วนหนี้ทั่วโลกซึ่งเคยอยู่ที่เกือบ 60 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,142 ล้านล้านบาท) ในปี 2007 ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 200 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7,140 ล้านล้านบาท) ไปแล้วในปี 2014 หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 3 เท่าของขนาดเศรษฐกิจโลก
ตัวเลขมหาศาลเช่นนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจมากนัก เนื่องจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่ผ่านมาทำให้รัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลกจำเป็นต้อง “ก่อหนี้” เพื่อหางบประมาณมาดำเนินมาตรการทางการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการใช้มาตรการทางการเงิน ตั้งแต่การลดอัตราดอกเบี้ย ไปจนถึงมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) หรือการที่ธนาคารกลางในประเทศนั้นๆ อัดฉีดเงินมหาศาลเข้าระบบผ่านการซื้อสินทรัพย์ในประเทศ
ในอีกด้านหนึ่ง ก็ยังมาจากการก่อหนี้ของ “ภาคเอกชน” ทั่วโลกด้วยเช่นกัน โดยใช้จังหวะที่ดอกเบี้ยนโยบายต่ำสุดเป็นประวัติการณ์กู้ยืมเงินดอกเบี้ยต่ำผ่านสถาบันการเงิน หรือออกเป็นหุ้นกู้เพื่อนำเงินไปขยายกิจการหรือนำไปเก็งกำไรในตลาดทุนกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่ร้อนแรงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ทว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจโลกปัจจุบันที่ซบเซา รวมถึงอุตสาหกรรมพลังงานที่ตกต่ำนานเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ และความเสี่ยงจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ยิ่งทำให้กองหนี้มหาศาลก้อนนี้สุ่มเสี่ยงต่อการกลายเป็นหนี้เสียมากขึ้น โดยเฉพาะในฝั่งของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่นำโดยจีนและบราซิล เนื่องจากเงินที่ถูกอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจตลอดหลายปีที่ผ่านมาหลั่งไหลไปยังภูมิภาคนี้มากที่สุด
จากข้อมูลของธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2009 สัดส่วนหนี้ภาคเอกชนได้ขยายตัวจาก 75% ต่อจีดีพี เป็น 125% แล้ว และทำให้หนี้ภาคเอกชนในจีนและบราซิลโตเป็น 2 เท่าของขนาดเศรษฐกิจประเทศ
บราซิลอาจถือได้ว่าเป็นประเทศที่เจ็บหนักที่สุดรายหนึ่งในโลกขณะนี้ และถูกบริษัทจัดอันดับเครดิตยักษ์ใหญ่ ได้แก่ บริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ และบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ หั่นอันดับเครดิตประเทศลงสู่ระดับจังก์ครบแล้วทั้งสามราย เนื่องจากเศรษฐกิจบราซิลได้รับผลกระทบอย่างหนักจากอุตสาหกรรมพลังงานขาลง และเงินทุนไหลออก ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศหลายด้าน
สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีที่ทะยานขึ้นไปแตะ 66.2% ณ สิ้นปี 2015 ท่ามกลางอัตราการผิดนัดชำระหนี้ธนาคารเกิน 90 วัน เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของเอสแอนด์พีก่อนหน้านี้ว่า มีบริษัทเอกชนทั่วโลกผิดนัดชำระหนี้ในปี 2015 ไปแล้ว 112 แห่ง จากปัจจัยลบของเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง จนกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนเอง ก็เสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้มากขึ้นเช่นกัน โดย ราจา แอนด์ ทานน์ บริษัทกฎหมายในสิงคโปร์ ยังเปิดเผยว่า อัตราการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ในภูมิภาคนี้กำลังเพิ่มขึ้นมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างหนี้และการล้มละลายเพิ่มขึ้น 30% ขณะที่บริษัทกฎหมาย โฮแกน โลเวลส์ ยูเอส ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่บรรดาธนาคารเจ้าหนี้ในภูมิภาคจะต้องหันมาขายหนี้เสียจำนวนมากเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
สอดคล้องกับที่ธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น เอชเอสบีซี เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2015 ขาดทุน 858 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.06 หมื่นล้านบาท) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ เช่นเดียวกับธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ที่ขาดทุนถึง 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.35 หมื่นล้านบาท) ในปี 2015 เนื่องจากหนี้เสียที่เพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2 เท่า ไปทุบสถิติที่ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.42 แสนล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม โฟกัสที่ทั่วโลกจับตามองมากที่สุดก็ยังคงเป็น จีน เนื่องจากขนาดของเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 2 ที่เป็นความหวังของตลาดส่งออกและนำเข้าทั่วทั้งโลก อาจส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมได้น่ากลัวยิ่งกว่าใคร
จากการคาดการณ์ของ ชาร์ลีน ชู นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัย ออโตโนมัส รีเสิร์ช ในฮ่องกง ระบุว่า ภายในสิ้นปีนี้ ภาคอุตสาหกรรมการเงินของจีนจะมีหนี้และสินทรัพย์ทางการเงินรวมกันประมาณ 30 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (1,071 ล้านล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าจากเมื่อ 7 ปีก่อน
ในจำนวนนี้ ชูคาดการณ์ว่าอาจกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ถึง 22% ภายในสิ้นปี โดยเป็นสินทรัพย์และหนี้เสียในรูปของเงินเหรียญสหรัฐประมาณ 6.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 236 ล้านล้านบาท) ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขเฉลี่ยของนักวิเคราะห์หลายสำนักตามรายงานของนิวยอร์กไทมส์ ซึ่งอยู่ที่ประมาณกว่า 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 178.5 ล้านล้านบาท)
ความน่ากลัวของปัญหาหนี้เสียนั้นได้รับการพิสูจน์ให้เห็นมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่หนี้เน่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐที่ทำให้ชาวอเมริกันหลายล้านคนต้องถูกยึดบ้าน ไปจนถึงปัญหาหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศยุโรปเมื่อปี 2011 ที่คาดกันว่ามีหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 35.7 ล้านล้านบาท) และยังเรื้อรังมาจนถึงปัจจุบัน โดยอิตาลีเพิ่งประกาศแผนเคลียร์หนี้เน่าในอุตสาหกรรมธนาคารไปเมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา
ยิ่งเป็นไซส์ขนาดเศรษฐกิจและปริมาณหนี้ระดับจีน จึงยิ่งน่ากลัวเป็นพิเศษ ซึ่งออโตโนมัส รีเสิร์ช คาดการณ์ว่าปัญหาหนี้เสียอาจสร้างความสูญเสียต่อภาคเศรษฐกิจจริงแดนมังกรถึง 4.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 157 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนี้เสียจีนอาจไม่ใช่ระเบิดเวลาที่พร้อมระเบิดและกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลกในทันที แต่น่าจะเป็นผลกระทบทางอ้อมที่ “ซึมลึก” และ “ยาวนาน” มากกว่า
เพราะระบบตลาดเสรีของจีนที่ยังไม่ได้เสรี 100% ยังคงมีการควบคุมจากรัฐในหลายด้าน อีกทั้งการที่ค่าเงินหยวนยังไม่ได้ถูกใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ และยังไม่ถูกใช้แพร่หลายในการชำระธุรกรรมระหว่างประเทศ กลับเป็นผลดีที่ช่วยจำกัดผลกระทบของปัญหาเศรษฐกิจจีนลงได้มาก ต่างจากวิกฤตการเงินสหรัฐในปี 2008
การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้แก่ การแปลงหนี้เป็นทุน หรือแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) ซึ่งเบื้องต้นมีรายงานว่าจีนได้อนุมัติให้ธนาคารพาณิชย์สามารถออกตราสารที่มีเอ็นพีแอลเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้เป็นครั้งแรกแล้วนับตั้งแต่ปี 2008 ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 5 หมื่นล้านหยวน (ราว 2.75 แสนล้านบาท) ซึ่งสอดคล้องกับที่มูดี้ส์เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า จีนสามารถจัดการหนี้รัฐบาลท้องถิ่นได้ ผ่านการแปลงหนี้เป็นพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนต่ำและขยายอายุการไถ่ถอนให้ยาวออกไป
ทว่า ผลกระทบในเคสของจีนที่จะตามมาก็คือ รัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จะหันไปให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาพื้นฐานอย่างหนี้เสียมากกว่าจะเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนเป็นไปแบบนิวนอร์มอล หรือโตช้าๆ อย่างพอเพียงในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และกินเวลายาวนานออกไป ซึ่งจะฉุดให้บรรดาประเทศคู่ค้าต้องซบเซาต่อเนื่องตามไปด้วย







