posttoday
เศรษฐกิจไทยไปไหว ไม่ต้องใช้บาทอ่อนกระตุ้น

เศรษฐกิจไทยไปไหว ไม่ต้องใช้บาทอ่อนกระตุ้น

25 กุมภาพันธ์ 2559

ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะกล่าวว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2559 จะแย่กว่าปี 2558 ที่มีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี)

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะกล่าวว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2559 จะแย่กว่าปี 2558 ที่มีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) เพียง 2.8% เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาแน่นอน เนื่องจากการส่งออกไทยยังคิดเป็นสัดส่วนเกิน 50% ของจีดีพี ดังนั้นการเพิ่มหรือลดลงของการส่งออกจะมีผลต่อตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจค่อนข้างมาก และในปีนี้เริ่มมีความกังวลใจว่าการส่งออกไทยจะไม่ดีกว่าปีที่แล้ว ที่ขยายตัวติดลบไป 5.6%

เพียงแค่เดือน ม.ค. 2559 ตัวเลขการส่งออกอย่างไม่เป็นทางการผ่านกรมศุลกากร ระบุว่า การส่งออกของไทยอาจจะติดลบไปถึง 8% ซึ่งเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 นับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2558

โดยมีสาเหตุมาจากปัจจัยเดิมๆ คือ เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว ระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวต่ำ ส่งผลให้กำลังซื้อทั่วโลกหดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรติดลบมากกว่าสินค้าอุตสาหกรรม

หากสถานการณ์เศรษฐกิจยังเป็นเช่นนี้ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้ก็คงเติบโตบวกลบแถวๆ 3% ซึ่งอาจจะไม่เป็นผลดี ยิ่งตัวเลขจีดีพีต่ำเท่าไร ตัวเลขหนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน และการฝืดเคืองของเศรษฐกิจก็จะมากขึ้นเท่านั้น

ฉะนั้น จึงเริ่มมีแนวคิดที่เสนอแนะให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย โดยให้ความสำคัญกับค่าเงินบาท มากกว่าอัตราดอกเบี้ย

กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวไว้ในงานสัมมนา “ก้าวต่อมาเศรษฐกิจไทย จับทิศทางค่าเงินและอัตราดอกเบี้ย” ว่า การลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศปีนี้อาจจะไม่ได้ผลมากนัก เพราะหนี้ครัวเรือนสูงมากแล้ว และรายได้ของประชากรฐานรากหายไปจากการที่สินค้าเกษตรราคาตก เพราะยอดสั่งซื้อลดลงตามเศรษฐกิจชะลอตัว

กอบสิทธิ์ ระบุว่า ปัจจุบันค่าเงินบาทในตะกร้าเงินแข็งค่ามาอยู่ที่ระดับ 108.1 และค่าเงินบาทโดยเฉลี่ยมีการแข็งค่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศที่ไทยค้าขายด้วยทั้งหมด หากต้องการลดค่าเงินลงต้องลดดอกเบี้ย แต่คิดว่าการลดดอกเบี้ยจะทำไม่ไหวแล้วเพราะหนี้ครัวเรือนสูง จึงควรหันมาบริหารค่าเงินหรือแทรกแซงน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า

“การแทรกแซงค่าเงินในครั้งนี้จะแตกต่างจากการแทรกแซงค่าเงินเมื่อปี 2540 เพราะครั้งนี้จะเป็นการซื้อเงินเหรียญสหรัฐ และสามารถพิมพ์เงินเพิ่มได้จากการที่มีทุนสำรองที่มากพอ ส่วนในปี 2540 แทรกแซงค่าเงินด้วยการขายเงินเหรียญสหรัฐและไทยมีเงินทุนสำรองไม่เพียงพอ ต้องไปกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)” กอบสิทธิ์ กล่าว

สิ่งที่กอบสิทธิ์แนะนำ ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด แนวคิดดังกล่าวมีมาตลอดในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นักการเมืองจะมุ่งที่ตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจเป็นหลัก มากกว่าจะมองเสถียรภาพ จึงคิดกดดันให้ ธปท.แทรกแซงทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงตลอดเวลา เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ข้อดีของการที่ค่าเงินบาทอ่อน จะทำให้ราคาสินค้าไทยถูกลง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่กำลังมีปัญหาราคาตกต่ำในขณะนี้ ช่วยส่งออกได้ดีขึ้น เศรษฐกิจในต่างจังหวัดที่ส่วนใหญ่มีประชากรทำอาชีพการเกษตรก็จะคึกคักขึ้น ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมก็น่าจะดีขึ้นตามไปด้วย และยังลดภาระของรัฐบาลในการเข้าไปแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรและช่วยเหลือเกษตรกรอีกด้วย

นอกจากนี้ ในภาคการท่องเที่ยวก็จะดีขึ้นเช่นกัน เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทยก็จะมีค่าใช้จ่ายถูก สามารถใช้ราคาเป็นจุดขายดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศได้มากขึ้น

แต่ใช่ว่าเงินบาทอ่อนค่าจะมีแต่เรื่องดี ข้อไม่ดีของเงินบาทอ่อนค่า คือ ผู้ที่กู้เงินเป็นสกุลต่างประเทศ หรือการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ผู้นำเข้า และสินค้านำเข้า เช่น ทองคำ น้ำมัน อาจจะมีต้นทุนสูงขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยน

“เราได้มีการติดตามดูสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนไว้เหมือนกัน อาจจะมีบางส่วนที่ได้รับผลกระทบ” เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าว

แม้การที่เงินบาทอ่อนค่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม แต่ ธปท.ก็ไม่เสี่ยงที่จะแลกเอาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจกับเสถียรภาพระยะยาว ซึ่ง ธปท.พยายามสร้างสมดุลในตลาดเงิน ต้องดูทั้งเงินไหลเข้าและเงินไหลออกคู่ไปกับการส่งออกด้วย

ในรายงานคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฉบับย่อ ที่ได้ประชุมกันไปเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2559 ระบุว่า กนง.เริ่มกังวลถึงค่าเงินบาทที่กลับมาแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค เพราะเกรงว่าอาจไม่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเท่ากับช่วงที่ผ่านมา

ที่เป็นเช่นนี้เพราะตลาดการเงินโลกเคลื่อนไหวผันผวนมากขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2559 จากความผันผวนในตลาดการเงินจีน ราคาน้ำมันที่ปรับลดลง และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลักที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศและอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะภายหลังจากที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ

นอกจากนี้ ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มีแนวโน้มจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม นักลงทุนจึงปรับเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่รวมทั้งไทย ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลงค่อนข้างมาก

ผู้ว่าการ ธปท. วิรไท สันติประภพ ยืนยันมาตลอดว่า ธปท.พร้อมที่จะยืดหยุ่นนโยบายการเงินให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินต่อไปจะให้น้ำหนักกับเศรษฐกิจมากกว่าเงินเฟ้อ เนื่องจากเงินเฟ้อของไทยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาขยายตัวต่ำเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง

การยืดหยุ่นนโยบายตามที่ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง คำตอบน่าจะเอียงไปในทางว่าไม่

โดยหลักการบริหารนโยบายการเงินของ ธปท.จะมีเป้าหมายกำหนดไว้ หากผู้ว่าการ ธปท.เห็นด้วยว่าควรจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อน แต่ในขณะเดียวกันผู้ว่าการ ธปท.ก็จะต้องฟังเสียงรอบด้านด้วยว่ามีความเห็นอย่างไร โดยเฉพาะคนใน ธปท. เรื่องนี้ไม่สามารถที่จะมีจุดยืนคนเดียวได้

แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่าการใช้นโยบายการเงินกดให้ค่าเงินอ่อนนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องมาประกาศอย่างเป็นทางการ ขณะนี้ก็ทำกันอยู่หลายประเทศแต่เป็นการดำเนินการที่ไม่เปิดเผย เช่น ญี่ปุ่นก็กำลังทำอยู่ จีนก็ใช้นโยบายเงินหยวนอ่อนมานาน 20 ปี ประเทศใดที่ไม่ได้ใช้นโยบายเงินอ่อน เศรษฐกิจก็จะเติบโตช้ากว่าประเทศที่ใช้นโยบายค่าเงินอ่อน

“ถือว่าเป็นโชคดีของ ธปท. ที่รัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่นักการเมือง การกดดันให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยและกดค่าเงินให้อ่อนลงจึงไม่เกิดขึ้น ทำให้ ธปท.สามารถบริหารนโยบายการเงินได้อย่างอิสระ ไร้การแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง หากเป็นรัฐบาลที่มาจากการเมือง ตัวเลขส่งออกแย่ขนาดนี้ ธปท.คงจะเป็นเป้าหมายแรกที่จะต้องจัดการก่อน” แหล่งข่าวเปิดเผย

แม้การดำเนินนโยบายเงินบาทอ่อนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จะเป็นแนวทางที่ดำเนินการได้ แต่ ธปท.จะไม่ดำเนินนโยบายไปในทางนี้ หากจีดีพียังขยายตัวเป็นบวกก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องใช้นโยบายที่เข้มข้นขนาดนั้น เพราะเศรษฐกิจไทยยังไปได้ แต่เมื่อไรที่จีดีพีขยายตัวติดลบ หรือเป็น 0% ธปท.จึงจะหยิบแนวทางนี้มาพิจารณา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท