
เมดิคัล ฮับ
ในฐานะกรรมการสภามหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ซึ่งมีคณะวิชาเกี่ยวกับด้านพยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ด้วย จึงต้องค้นสถิติเรื่องนี้มาอ่าน
โดย...วีระศักดิ์
ในฐานะกรรมการสภามหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ซึ่งมีคณะวิชาเกี่ยวกับด้านพยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ด้วย จึงต้องค้นสถิติเรื่องนี้มาอ่าน
สถิติ เมืองไทยเรามีอะไรน่าสนใจ....
WHO ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศชี้ไว้ เมื่อปี 2014 ว่า...ใน 10 ชาติอาเซียน ไทยมีปัญหาขาดแคลนแพทย์ในระดับที่หนักเกือบที่สุดในอาเซียน
ในอัตราแพทย์และบุคลากรทางด้านสุขภาพต่อประชากรทุกหมื่นคน
ไทยมีหมอแค่ 3.9 คน/ประชากรหมื่นคน
ฟิลิปปินส์มีหมอ 11.5 คน/ประชากรหมื่นคน มากกว่าไทยเกือบ 3 เท่า
เวียดนามมีหมอ 11.6 คน/ประชากรหมื่นคน มากกว่าไทยเกือบ 3 เท่า
มาเลเซียมีหมอ 12 คน/ประชากรหมื่นคน มากกว่าไทย 3 เท่า
สิงคโปร์มีหมอ 19.2 คน/ประชากรหมื่นคน มากกว่าไทยเกือบ 5 เท่า
แม้แต่เมียนมายังมีหมอ 6.1 คน/ประชากรหมื่นคน มากกว่าไทยเกือบ 1 เท่า
ส่วนบรูไนมีหมอ 15 คน/ประชากรหมื่นคน มากกว่าไทยเกือบ 4 เท่า
ตกลงในอาเซียน ประเทศที่มีหมอต่อประชากรน้อยกว่าไทย คือ กัมพูชา มีหมอ 2.3 คน /ประชากรหมื่นคน และลาวมีหมอ 1.8 คน/ประชากรหมื่นคน
แล้วเราก็มีรัฐบาลในอดีต ย้อนไปตั้งแต่ราว 2540 เป็นต้นมา...ที่ประกาศว่าไทยจะเป็น Medical Hub บ้าง เป็น Medical Tourism Hub บ้าง เป็น Wellness Center of the World บ้าง... แปลกมั้ยครับ...
แปลกมากขึ้น...ที่กิจกรรมการรับคนไข้มารักษาในไทย ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งเสียด้วย...เพราะปีที่แล้วมีมาแล้วกว่า 1 ล้านคน/ปี !
ผมหารือกับผู้บริหารในแพทยสภาไทย ได้รับข้อมูลว่า แพทยสภาได้ออกใบประกอบโรคศิลปะชั่วคราวให้แพทย์ต่างชาติจำนวนหนึ่ง เพื่อให้สามารถเข้ามาดูแลรักษาคนไข้ในไทย เพื่อผ่อนผันลดความแออัดของคิว...และจะได้ไม่ให้คนไข้ต่างชาติ ซึ่งมีสตางค์มากกว่า...แย่งเวลาหมอไทยไปจากคนไข้ไทยเยอะเกินไป
คล้ายกับมีถนนตัดใหม่ มีรถมาใช้แล่นผ่านจนชักจะติดขัด...แต่ไฟจราจรของหลวงก็ยังไม่มาติดตั้งอยู่ดี...ป้ายบอกทางก็ยังไม่ถูกตั้งขึ้นมาสักชิ้น...ชาวบ้านกับอาสาจราจรเลยดูแลกันไปเองก่อน...
แล้วดันประสบความสำเร็จขนาดที่นานาชาติชื่นชม... (บลูมเบิร์กรายงานว่า ไทยเป็นอันดับ 1 ของโลกในปี 2556 ด้าน Medical Tourism ส่วนนิตยสารPatients Beyond Borders ก็รายงานแบบเดียวกัน) ในปี 2555 ไทยมีรายได้จากการดูแลสุขภาพของชาวต่างชาติ 1.4 แสนล้านบาท ในที่นี้เป็นเงินที่ไปถึงโรงพยาบาลเอกชนครึ่งหนึ่งเท่านั้นนะครับ...ที่เหลือไปเรื่องสปา...นวดสมุนไพร...นั่งบริกรรมสมาธิ...ทำหล่อ...เสริมสวย...
ในบรรดาชาวต่างชาตินี้ บินเข้ามาเพื่อบำบัดรักษาจริงๆ 27% อีก 32% เป็นพวกผสมระหว่างเที่ยวด้วยรักษาด้วย แต่กลุ่มใหญ่สุด คือ Expat ครับ 41% ...เพราะเป็นชาวต่างชาติที่มีถิ่นพำนักอยู่ในเมืองไทย...ตั้งแต่ นักการทูต ผู้จัดการบริษัทต่างชาติ พนักงาน UN สหประชาชาติแขนงต่างๆ
วันนี้ ไทยมีสถานพยาบาลเอกชนที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI และ DNV-GL รวม 51 แห่ง (2558) นับว่ามากที่สุดในอาเซียน !
ในขณะที่ปี 2014 เว็บไซต์ Medical Travel Quality Alliance ยกให้โรงพยาบาลของไทยติด 1 ใน 10 โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก ! ...เอากะเขาสิ...
แต่อย่าเพิ่งดีใจเนื้อเต้น...ลูกค้าที่มาหาเรายังมาเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพทั่วๆ ไป ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มค่อนข้างต่ำ แต่ถ้าเมื่อใดที่เขาเข้ามาเพื่อรับบริการแพทย์ชำนาญการพิเศษ ค่าใช้จ่ายต่อหัวของเขาจะพุ่งติดจรวดเป็นสิบๆ เท่า
เล่ามาจนถึงบรรทัดนี้...ก็ยังไม่ตอบอยู่ดีว่า...แล้วจะดูแลไม่ให้ลูกค้าคนไข้ต่างประเทศมาแย่งหมอไทยไปได้ยังไง...
คำตอบหนึ่ง คือ ส่งเสริมให้สภาวิชาชีพแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ แม้แต่เภสัชสภา วางแผนเปิดใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะให้แผนก หรือหอพยาบาลผู้ป่วยต่างประเทศเป็นการเฉพาะและเป็นการชั่วคราว รวมทั้งกำหนดให้มีระบบที่ต้องมีแพทย์พยาบาลไทยกำกับ หรือสอดส่องด้วย
อนุญาตให้เยอะเป็นพิเศษสำหรับสถานพยาบาลที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ สถานพยาบาลตามจังหวัดชายแดน หรือจังหวัดที่แม้ไม่ติดชายแดน แต่เป็นที่นิยมและสะดวกของผู้ข้ามแดน เช่น หาดใหญ่ จ.ภูเก็ต ขอนแก่น อุดรธานี เป็นอาทิ
หอคนไข้ต่างชาติแบบนี้ ควรมีบัญชีค่าใช้จ่าย ค่าลงทุนที่แยกบันทึกพิเศษ เพราะกำไรจากกิจกรรมนี้ นอกจากจะเลี้ยงหอคนไข้ต่างด้าวเองแล้ว ก็ควรกำหนดให้ปันกำไรมาช่วยหออนาถาของคนไทยในพื้นที่ด้วย...
อีกข้อมูลที่ควรทราบ คือ กรุงเทพฯ ขาดแคลนแพทย์น้อยกว่าภาคอื่นอย่างมาก เพราะเวลานี้มีหมอต่อประชากรเท่ากับ 1:628 ส่วนภาคใต้และภาคเหนือมีการขาดแคลนใกล้เคียงกันคือ ประมาณ 1:3,000
ส่วนภาคอีสานนั้น อาการหนักสุดคือ 1:4,682
ถ้าไทยต้องการแพทย์สัก 1:1,500 เราต้องมีหมอเพิ่มอีก 2.4 หมื่นคน แต่โรงเรียนแพทย์ทั้งหมด เวลานี้ผลิตได้ปีละอย่างมาก 2,500 คน แปลว่าต้องใช้เวลาอีก 10 ปี จึงจะพอ...รอไม่ไหวมังครับ
ดังนั้น ถ้าคิดจะดึงดูดชาวต่างชาติมารับการดูแล และสร้างรายได้เพิ่มให้ประเทศไทย เราต้องคิดแผนนำเข้าบุคลากรทางการแพทย์ต่างชาติมารักษาดูแลคนต่างชาติให้มากขึ้นกว่านี้ แล้วมั้ยครับ...?
เราจะได้มีคนขนเงินเข้ามาใช้จ่ายในไทยอีกหลายแบบ ทั้งเพื่อสุขภาพที่ดี จิตใจดี เราก็เป็น Wellness Hub มีคนอยากเข้ามาผ่าตัดสำคัญๆ เราก็เป็น Medical Hub พอมีสถิติการผ่าตัดการใช้วิธีรักษาหลากหลายบ่อยเข้า ถ้าเราเก็บข้อมูลไว้ดีๆ วิจัยต่อเนื่อง เราก็เป็น Academic Hub และพอมีความรู้วิเคราะห์สูงมากๆ เราก็ผลิตเวชภัณฑ์ที่มีฐานทั้งจากสมุนไพร และภูมิปัญญา บวกกับความรู้จากสถิติวิจัยแพทย์สมัยใหม่ที่ตัวเองสั่งสม เราก็จะเป็น Medical Product Hub ต่อไปอีกทีด้วย
ทุกอย่างที่ว่ามามีระบุในแผนแล้ว แต่ขาดเจ้าภาพที่แข็งแรง และผลักดันมาตรการระดับชาติให้เกิดการลงทุน และร่วมทุนในการสร้างระบบนี้เท่านั้นเองครับ







