
KPI เบิกจ่ายงบภาครัฐ
มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2559 ที่ได้อนุมัติขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันเงินงบประมาณปี 2555-2557
โดย...บากบั่น บุญเลิศ
มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2559 ที่ได้อนุมัติขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันเงินงบประมาณปี 2555-2557 วงเงินทั้งสิ้น 3,766.25 ล้านบาท ออกไปจากเดิมที่กำหนดว่า ต้องเบิกจ่ายให้หมดภายในสิ้นเดือน ธ.ค. 2558 เป็นให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 มี.ค. 2559 หากหน่วยงานใดดำเนินการไม่ทันกรอบเวลาดังกล่าว ก็ให้งบประมาณก้อนดังกล่าวตกเป็นพับไป และนำส่งเข้างบกลางเพื่อนำไปใช้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป
มติดังกล่าวอาจดูเป็นการตัดสินใจในเรื่องเล็กน้อยสำหรับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ก้าวขึ้นมาบริหารประเทศในสถานการณ์พิเศษ
แต่ในความเป็นจริง คงต้องยอมรับว่า ปัญหาความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินของหน่วยงานราชการ กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่หมักหมมมายาวนาน ควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องเข้าไปปฏิรูปการเบิกจ่ายงบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลนั้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญเติบโต และก่อให้เกิดห่วงโซ่ผลผลิตในระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ถ้าประตูเงินในส่วนของภาครัฐที่ถือเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุดที่จะเปิดออกไปสู่ระบบเศรษฐกิจถูกลั่นดาล เปิดไม่ออก ผลกระทบในระบบเศรษฐกิจมีมากกว่าที่รัฐบาลคิดแน่นอน
ยิ่งเมื่อพิจารณาเฉพาะงบเหลื่อมปีก้อนนี้แล้ว จะเห็นร่องรอยของปัญหาใหญ่ในระบบราชการไทยได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีการขยายระยะเวลามาก่อนหน้านี้แล้ว 2 ครั้ง
ครั้งแรก ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2558 มีมติให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นๆ เร่งก่อหนี้ผูกพัน เงินกันไว้เหลื่อมปีงบประมาณ 2555-2557 ให้ทันภายในสิ้นเดือน ก.ย. 2558 ถึงขนาดมีมติขู่ไว้ว่า หากไม่ทันให้เงินงบประมาณนั้นถือเป็นอันพับไป แต่พอถึงเวลากำหนดก็เบิกจ่ายได้ไม่หมด
ครั้งที่สอง กระทรวงการคลังเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม.อีกครั้ง เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2558 ก่อน ครม.มีมติเห็นชอบให้ยืดขยายกรอบระยะเวลาการก่อหนี้ผูกพัน เงินกันไว้เหลื่อมปี 2555-2557 ที่ยังคงเหลือ กรณีไม่มีหนี้ผูกพันรวม 64,365 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 19.3% ของวงเงินกันไว้เหลื่อมปีประจำปีงบประมาณ 2555-2557 ที่เหลืออยู่ทั้งหมด 333,164 ล้านบาท โดยให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 31 ธ.ค. 2558
ผมไปค้นมติที่ประชุม ครม.เรื่องนี้ ในวันนั้นพบเอกสารลับกำกับมติไว้อีกว่า ครม.ได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลางเป็นผู้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อลดขั้นตอนการปฏิบัติงานสำหรับเงินกันไว้เหลื่อมปี 2555-2557 ซึ่งเดิมถูกเร่งรัดให้ก่อภาระผูกพันภายในวันที่ 30 ก.ย. ทั้งสิ้น 333,164 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายไปแล้ว 213,102 ล้านบาท คงเหลืออยู่ 118,072 ล้านบาท โดยมีการก่อหนี้ผูกพันไปแล้ว 52,931 ล้านบาท ยังไม่ก่อหนี้ผูกพัน 64,365 ล้านบาท และอยู่ระหว่างดำเนินการ 776 ล้านบาท ให้ได้ เพื่อให้เกิดการลื่นไหลในการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ
แต่แทบไม่น่าเชื่อว่า ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐหลายหน่วยงาน กลับไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันหรือเบิกจ่ายเงินงบประมาณประจำปี 2555-2557 ที่กันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนดตามมติ ครม.
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐไร้ประสิทธิภาพ
คำถามคือ ถ้ากระบวนการทำงานของภาครัฐไร้ประสิทธิภาพ ผู้บริหารรัฐบาลควรจะทำอย่างไร
หนึ่ง ปล่อยให้หน่วยงานของรัฐไปปรับปรุงแก้ไขตามกระบวนการปกติที่เคยปฏิบัติกันมา
แน่นอนว่าจุดหมายปลายทางย่อมทำนายได้เป็นอย่างไร เพราะในอดีตแทบทุกปี ประชาชนต่างเห็นและรับรู้ว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปีของแทบทุกรัฐบาล ไม่เคยเบิกจ่ายได้ตรงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
สอง ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อทำการปฏิรูประบบจัดซื้อจัดจ้าง และการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐพิเศษเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้หัวรถจักรหลักของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งคือการลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐ เป็นกลไกสำคัญในการชักลากระบบเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปได้อย่างเต็มที่
สาม ไม่ทำอะไรเลย เพราะคนไทยชินและชากับการบริหารของภาครัฐไปแล้ว เพราะนี่เป็นปัญหาเกิดขึ้นตามปกติอยู่แล้ว
ผมเห็นว่าในเมื่อกระทรวงการคลังได้เสนอ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างเพื่อการบริหารพัสดุ และจะมีผลบังคับใช้ในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2559 นี้ ซึ่งเน้นในเรื่องปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบอี-มาร์เก็ตและอี-บิดดิ้ง เพื่อดูแลงบลงทุนปีละ 5.4 แสนล้านบาท งบลงทุนรัฐวิสาหกิจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกกว่า 8 แสนล้านบาท เงินลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ภาครัฐที่กำหนดไว้ 3.3-3.4 ล้านล้านบาท รวมถึงการดึงภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นมามีส่วนร่วมในการดูแลงบประมาณ ลดการรั่วไหลของงบประมาณแล้ว ควรนำเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐเข้ามาเป็นตัววัดประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานภาครัฐด้วย
ไม่มีใครเถียงว่า การใช้จ่ายงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชน เป็นเรื่องที่ต้องรอบคอบ รัดกุม แต่ถ้าสามารถสร้างกระบวนการทำงานที่ดี ย่อมแก้ปัญหาเหล่านั้นได้
ถ้ารัฐบาลเห็นว่าการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างการเติบโต และก่อให้เกิดการจ้างคน จ้างงาน สร้างกำลังซื้อขึ้นมาในประเทศ รัฐบาลต้องนำเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ มาเป็น KPI ในการวัดผลสัมฤทธิ์ของหน่วยงานราชการในแต่ละกรม แต่ละกอง แต่ละกระทรวง และให้มีผลผูกโยงเข้ากับการจ่ายโบนัสของข้าราชการ และลูกจ้าง รวมถึงการของบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อๆ ไป
หาไม่แล้วปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าไร้ประสิทธิภาพจะฝังรากอยู่ต่อไป และกลายเป็นช่องโหว่ ช่องว่างในการหากินใต้โต๊ะ การรับเรียกเงินของข้าราชการที่ทุจริตได้
นอกจากนี้แล้ว การเบิกจ่ายที่ล่าช้าย่อมมีผลโดยตรงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศ หากเบิกไม่ได้ตามเป้าเศรษฐกิจก็คงขยายตัวพลาดเป้าอยู่ร่ำไป







