
รีไฟแนนซ์หนี้เอเชียพุ่ง
เอสแอนด์พีชี้เอเชียเสี่ยงรีไฟแนนซ์หุ้นกู้-หนี้เสียพุ่ง เหตุราคาโภคภัณฑ์ต่ำและเหรียญสหรัฐแข็งค่า
เอสแอนด์พีชี้เอเชียเสี่ยงรีไฟแนนซ์หุ้นกู้-หนี้เสียพุ่ง เหตุราคาโภคภัณฑ์ต่ำและเหรียญสหรัฐแข็งค่า
สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดังของสหรัฐ เตือนความเสี่ยงจากการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอาจเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว และเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น
เอสแอนด์พี ระบุด้วยว่า การรีไฟแนนซ์อาจส่งผลให้ต้นทุนกู้ยืมเพิ่มสูงขึ้น และสถาบันทางการเงินปล่อยสินเชื่อลดน้อยลง โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อแก่บริษัทที่มีความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับต่ำ
ทั้งนี้ จากข้อมูลของทอมป์สันรอยเตอร์ส พบว่า มูลค่าการออกหุ้นกู้ในปี 2014 สูงที่สุดอยู่ที่ 2.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.5 ล้านล้านบาท) ด้านเอสแอนด์พีระบุว่า ในปี 2015 การออกหุ้นกู้ที่น่าลงทุนปรับตัวลง 11% และหุ้นกู้ระดับจังก์หรือขยะปรับตัวลง 43% ซึ่งหากมีการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ที่จะครบระยะไถ่ถอน 5 ปี อาจส่งผลให้มีการออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้น 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี (ราว 1.78 แสนล้านบาท) เพื่อชดเชยการรีไฟแนนซ์
อย่างไรก็ตาม เงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยง โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการออกหุ้นกู้ในสกุลเงินเหรียญสหรัฐและยูโร 77% ในจำนวนนี้ 68% มีกำหนดไถ่ถอนระหว่างปี 2016-2020 ขณะที่หุ้นกู้ในเอเชียแปซิฟิกซึ่งเอสแอนด์พีเป็นผู้จัดอันดับและมีกำหนดไถ่ถอนในช่วงดังกล่าว มีจำนวนทั้งหมด 9.61 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 34.33 ล้านล้านบาท)
ก่อนหน้านี้ เอชเอสบีซี ธนาคารรายใหญ่ในยุโรปเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2015 ขาดทุน 858 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.06 หมื่นล้านบาท) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ
ด้านธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เปิดเผยว่า ผลประกอบการปี 2015 ขาดทุน 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.35 หมื่นล้านบาท) เป็นการขาดทุนครั้งแรกในรอบ 26 ปี เนื่องจากหนี้เสียที่เพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2 เท่า สู่ระดับสูงที่สุดทุบสถิติของธนาคารอยู่ที่ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.42 แสนล้านบาท)
ขณะที่แบงก์มันดิรี ธนาคารรายใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ขยายตัวคิดเป็น 2.6% ของสินเชื่อในปี 2015 เป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 6 ปี เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ไม่ฟื้นตัว







