
ธกส.ปูพรมช่วยเกษตรกร
ลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาภัยแล้ง และการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเกษตร 3 โครงการ วงเงินรวม 9.3 หมื่นล้านบาท เป้าหมายคือการสร้างเอสเอ็มอีภาคเกษตรให้เป็นหัวรถจักรฉุดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร มีโครงการที่เริ่มปล่อยกู้ตั้งแต่เดือน ก.พ. คือ โครงการ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอีเกษตร วงเงิน 7.2 หมื่นล้านบาท โดยจะให้รวมกลุ่มกันในชุมชนเพื่อสร้างเอสเอ็มอีของตำบล และธนาคารจะปล่อยกู้ให้ชุมชนละไม่เกิน 20 ล้านบาท ดอกเบี้ย 4% นาน 7 ปี หลังจากนั้นปีที่ 8-10 จะคิดอัตราดอกเบี้ยปกติ ระยะโครงการ 10 ปี คาดว่ามีตำบลที่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้จำนวน 7,200 ตำบล ล่าสุดปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า 1,900 ล้านบาท
ลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาภัยแล้ง และการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเกษตร 3 โครงการ วงเงินรวม 9.3 หมื่นล้านบาท เป้าหมายคือการสร้างเอสเอ็มอีภาคเกษตรให้เป็นหัวรถจักรฉุดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร มีโครงการที่เริ่มปล่อยกู้ตั้งแต่เดือน ก.พ. คือ โครงการ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอีเกษตร วงเงิน 7.2 หมื่นล้านบาท โดยจะให้รวมกลุ่มกันในชุมชนเพื่อสร้างเอสเอ็มอีของตำบล และธนาคารจะปล่อยกู้ให้ชุมชนละไม่เกิน 20 ล้านบาท ดอกเบี้ย 4% นาน 7 ปี หลังจากนั้นปีที่ 8-10 จะคิดอัตราดอกเบี้ยปกติ ระยะโครงการ 10 ปี คาดว่ามีตำบลที่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้จำนวน 7,200 ตำบล ล่าสุดปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า 1,900 ล้านบาท
สำหรับกรณีวิสาหกิจชุมชนที่รวมตัวกันแปรรูปสินค้าเกษตร จะขอข้อมูลวิสาหกิจชุมชนที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งคาดว่ามีจำนวนกว่า 2 หมื่นแห่งที่มีความเข้มแข็ง มีสินค้าจำหน่าย มีผลประกอบการดี จากทั้งหมดกว่า 7.2 หมื่นแห่งทั่วประเทศ เพื่อให้สาขาของธนาคารเข้าพบปะลูกค้าเพื่อสอบถามความต้องการสินเชื่อ
ขณะที่กรณีของสหกรณ์การเกษตร ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ คัดรายชื่อสหกรณ์ที่มีศักยภาพดีกว่า 1,000 แห่ง และกรณีของนิติบุคคล บริษัทเอกชน ที่ตั้งขึ้นเพื่อเอาสินค้าเกษตรมาแปรรูป จะขอรายชื่อจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว. ) เพื่อให้ ธ.ก.ส.เข้าไปสนับสนุนสินเชื่อต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีโครงการเงินกู้ฉุกเฉินให้แก่ลูกค้าที่ประสบปัญหาภัยแล้ง วงเงิน 6,000 ล้านบาท ปล่อยกู้รายละไม่เกิน 1.2 หมื่นบาท ระยะเวลา 1 ปี อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน และอีก 6 เดือนที่เหลือ คิดอัตราดอกเบี้ย 4% คาดว่ามีลูกค้าได้ประโยชน์จากมาตรการนี้ 5 แสนราย ล่าสุดปล่อยกู้ไปแล้ว 30 ล้านบาท คาดว่าปล่อยกู้ได้หมดภายในเดือน มิ.ย. 2559 นี้
ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวถึงโครงการสุดท้ายว่า ได้แก่ โครงการปรับเปลี่ยนการผลิตของเกษตรกร วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท เน้นการรวมกลุ่มกันเพื่อเสนอแนวคิดในการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืช โดยธนาคารจะเข้าไปปล่อยสินเชื่อให้กับชุมชนรายละไม่เกิน 3 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0.01% ซึ่งคาดว่าจะชุมชนที่เข้าร่วมโครงการกว่า 1 แสนราย แยกเป็นเป้าหมายปล่อยกู้ปีละ 5,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี โดยจะช่วยเหลือเกษตรกรในปีแรกได้ 5 หมื่นราย ปีที่ 2 ได้ 7.5 หมื่นราย และเพิ่มเป็น 1 แสนราย ในปีที่ 3 ซึ่งโครงการนี้รัฐบาลจะชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้ คิดเป็นวงเงิน 525 ล้านบาท
สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า ได้เสนอให้การประกันภัยพืชผลเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้ทุกหน่วยงาน และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้ามาช่วยกันขับเคลื่อนให้เกษตรกรเห็นประโยชน์ของการทำประกันภัย โดยเริ่มจากนาข้าวซึ่งปัจจุบันมีการทำประกันภัยประมาณ 1.5 ล้านไร่ โดยปีการเพาะปลูกปี 2559 นี้ตั้งเป้าหมายที่จะมีเกษตรกรทำประกันภัยพืชผล 3-5 ล้านไร่ทั่วประเทศ
ด้าน เดช เฉิดสุวรรณรักษ์ กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าได้ร่วมกับ 10 องค์กรภาคเอกชนนำร่อง อาสาเป็นองค์กรต้นแบบลดการใช้น้ำ 30% ที่เข้าร่วม ได้แก่ กลุ่มมิตรผล กลุ่มเอสซีจี บริษัท ปตท. ธนาคารกสิกรไทย เครือเบทาโกร บริษัท ไทยน้ำทิพย์ สมาคมโรงแรมไทย เซ็นทรัล กรุ๊ป บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์กรุ๊ป บริษัท ดับเบิ้ล เอ (1991) ซึ่งเอกชนทุกหน่วยงานพร้อมที่จะลดการใช้น้ำในองค์กร และพร้อมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้และร่วมรณรงค์ประหยัดน้ำ เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาคประชาชนอยู่แล้ว







