
มนุษย์พันธุ์ใหม่
อาชีพที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาในต่างประเทศนั้น เป็นอาชีพที่ก่อให้เกิดรายได้สูงมากๆ พอๆ กับนักการเงิน
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
อาชีพที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาในต่างประเทศนั้น เป็นอาชีพที่ก่อให้เกิดรายได้สูงมากๆ พอๆ กับนักการเงิน แต่ก็เป็นอาชีพที่ต้องการมนุษย์พันธุ์พิเศษที่หายากมากๆ ในประเทศไทย ที่ว่าต้องเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษนั้น ไม่ใช่ต้องเป็นนักกฎหมายอย่างที่คนไทยเราทั่วๆ ไปเข้าใจ ตรงกันข้ามเรื่องของกฎหมายนั้นที่จริงแล้วพอจะเรียนรู้กันได้ ส่วนที่จะมีเรื่องฟ้องร้องกันจึงจะถึงหน้าที่ของนักกฎหมาย ซึ่งแน่นอนเช่นกันว่าค่าทนายความทรัพย์สินทางปัญญาก็แพงมากๆ อยู่แล้ว เพราะคิดเป็นชั่วโมง ยิ่งถ้าต้องดำเนินการฟ้องร้องในต่างประเทศ ยิ่งต้องเตรียมเงินไว้อย่างน้อยเป็นหลักสิบล้าน
แต่ที่จะพูดถึงบุคคลที่ผู้เขียนเรียกเองว่าเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่นี้ หมายถึงต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้พื้นฐานทางเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม หรือไอที และมีความสามารถด้านการตลาดด้วย ซึ่งบุคคลที่จะมี 2 อย่างนี้ในตัวหายากมาก ผู้ที่มีพื้นฐานไอทีแล้ว มีความรู้ด้านการตลาดนั้นน่าจะมีพอสมควร แต่อาจไม่มีความรู้ที่ลึกพอจะเข้าใจว่าไอทีแบบนี้ควรนำไปทำอะไร เนื่องจากวัสดุหลายๆ ประเภทที่ออกมาจากห้องทดลอง (Laboratory) นั้นอาจเป็นอะไรก็ได้ เช่น อาจเป็นก้อนกลมๆ อะไรสักอย่าง หรือเป็นของกึ่งเหลว ที่ตัดแต่งขึ้นรูปได้ ต้องมองให้ออกว่าจะนำไปทำอะไร และทำอย่างไร จึงจะเป็นที่ต้องการของตลาด
ผิดกับในต่างประเทศ ที่มีมนุษย์พันธุ์ใหม่เหล่านี้ค่อนข้างมาก และบุคคลเหล่านี้ยังมีความกล้าเสี่ยงที่จะลงทุนด้วย เขาจึงมีที่เรียกว่า “เทวดา นางฟ้า” กันมาก ที่มาพร้อมกับเงินทุน (Angel’s Fund) ที่จะพัฒนาสิ่งที่เห็นยังไม่เป็นรูปเป็นร่างจนออกสู่ตลาดได้ นอกจากนี้ยังมีผู้ที่มองออกแล้วเช่นกันว่าจะนำเจ้าสิ่งที่เห็นยังไม่เป็นรูปเป็นร่างนั้นไปพัฒนาต่อและทำตลาดอย่างไร จึงซื้อสิทธิบัตร หรือซื้อมาเป็นของตน เมื่อเป็นเจ้าของแล้วจึงนำไปจดสิทธิบัตรเป็นของตนเอง แล้วจึงพัฒนาต่อเพื่อเข้าสู่ตลาดก็มี
กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นในคดีที่มีการฟ้องร้องกันระหว่างบริษัท เวอร์เน็ต VirnetX (VHC) กับบริษัท Apple
ผู้เขียนหยิบยกเรื่องนี้มาโดยไม่ได้ตั้งใจจะเล่าคดีให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ เพราะเป็นคดีสิทธิบัตร ซึ่งส่วนใหญ่ของคดีสิทธิบัตรจะซับซ้อนเข้าใจยาก แต่ตั้งใจหยิบยกมาให้เห็นว่าบุคคลที่เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่มองสิ่งประดิษฐ์ได้ทะลุนี้ สามารถที่จะร่ำรวยได้มากกว่าทนายความทรัพย์สินทางปัญญา และร่ำรวยได้ไม่แพ้อาชีพอื่น
เคยมีคนถามผู้เขียนว่า สิงคโปร์มี “A Star” ที่ช่วยในเรื่องการวิจัยพัฒนารวมถึงการให้ทุนไปทำวิจัยและพัฒนา และภายใต้ A Star นี้มีบริษัทที่ช่วยเหลืออบรมบ่มเพาะทางธุรกิจ รวมตลอดถึงการนำงานวิจัยออกสู่ตลาด ซึ่ง A Star ประสบความสำเร็จสูง เป็นที่รู้จักทั่วโลก และทำให้งานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมของสิงคโปร์ก่อรายได้ให้ประเทศเป็นอย่างดี ทำไมประเทศไทยซึ่งมีหน่วยงานคล้ายคลึงกับสิงคโปร์ จึงไม่ประสบความสำเร็จเช่นนั้นบ้าง ซึ่งผู้เขียนค่อนข้างเห็นด้วย เพราะประเทศไทยแทบจะไปยกแบบของสิงคโปรมา แต่ความสำเร็จหรือชื่ิอเสียงเป็นที่รู้จักน้อยและอยู่ในวงแคบ
แน่นอนว่าปัญหาทั่วๆ ไปที่พูดกันมาซ้ำซาก คือเรื่องเงินทุนนักวิจัยไม่ทำตามอุปสงค์ของตลาด ฯลฯ แต่ปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งที่พูดถึงกันน้อยคือ เราขาดมนุษย์พันธุ์ใหม่ดังกล่าวแล้ว ประเทศไทยมีนักเทคโนโลยีหรือนักวิชาการที่พยายามจะเป็นนักการตลาด แต่ไม่มีนักการตลาดที่ทราบเรื่องเทคโนโลยี ทำให้มองไม่ออกว่าสิ่งที่นักวิจัยผลิตขึ้นมานั้นจะไปสนองตอบความต้องการหรืออุปสงค์ของตลาดได้อย่างไร
คราวนี้ขอกลับมาเล่าเรื่องบริษัท VirnetX บ้าง บริษัทนี้ผู้เขียนขอเรียกว่า เป็นบริษัทนักล่าสิทธิบัตร (Patent Troll) คือเป็น Patent Holding Company มีคนทำงานเพียง 14 คน มีการเช่าสำนักงานในราคา 5,000 เหรียญสหรัฐ/เดือน งานหลักของบริษัทคือการอนุญาตให้บริษัทอื่นนำสิทธิบัตรที่ตนล่ามาได้ไปใช้ (License) และโดยการฟ้องบริษัทอื่นๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของตน ซึ่งก็มีชนะบ้างแพ้บ้าง เช่น เคยมีการตกลงกับบริษัท ไมโครซอฟท์ นอกศาลเมื่อปี ค.ศ. 2010 และได้เงินมาประมาณ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็เคยแพ้คดีบริษัท Cisco เมื่อปีที่แล้ว เป็นต้น
ทั้งนี้ บริษัทเป็นเจ้าของสิทธิบัตรประมาณ 80 สิทธิบัตร รวมถึง 4 สิทธิบัตรที่เป็นของ Apple ซึ่งบริษัท VirnetX ซื้อมาจากบริษัท Science Applications International Corporation บริษัทจึงมีการฟ้องร้องโรมรันพันตูกับบริษัท Apple มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 ในปี 2012 ศาลได้ตัดสินให้บริษัท VirnetX ชนะและให้ Apple จ่ายเงินแก่ VirnetX 368 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่บริษัท Apple อุทธรณ์ และเป็นฝ่ายแพ้ ซึ่งอาจต้องจ่ายเพิ่มขึ้นจากที่มีการตัดสินไว้เดิม ทำให้บริษัท Apple ต้องทบทวนซอฟต์แวร์เกี่ยวกับ iMessage, Facetime และ VPN ของตนไม่ให้ไปละเมิดสิทธิบัตรของ VirnetX
ถึงแม้ว่าการดำเนินงานของบริษัท VirnetX อาจจะดูไม่ดีนัก แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า หากมีใครสามารถมองออกว่าสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมเหล่านั้นจะนำไปพัฒนาต่อยอด หรือขยาย (Scale up) และสนองความต้องการของตลาดได้อย่างไร โอกาสที่จะทำเงินได้ก็มีมหาศาล ซึ่งผู้เขียนเรียกเขาเหล่านั้นว่า มนุษย์พันธุ์ใหม่







